เที่ยวไหนดี? ... ไหว้พระ ๙ วัด สระบุรี วัดพะเยาว์ ตำบลศาลารีไทย อำเภอเสาไห้

เที่ยวไหนดี? ... ไหว้พระ ๙ วัด  สระบุรี  😀

๓.  วัดพะเยาว์ ตำบลศาลารีไทย อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี


การเดินทาง   หลังจากไหว้พระ ทำบุญ ทื่วัดเขาแก้ววรวิหาร เป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงเดินทางต่อมายังวัดพะเยาว์ โดยออกจากวัด เลี่ยวขวา เข้าถนนทางหลวงหมายเลข ๓๐๕๐   มาประมาณ ๓.๕ กิโลเมตร แล้วเลี้ยวขวาเข้าวัด


พิกัด GPS :  14.560135, 100.855033

แผนที่




ประวัติวัด

วัดพะเยาว์ เป็นวัดราษฎร์ ตั้งอยู่บนแม่น้ำป่าสักด้านทิศเหนือ หมู่ที่ ๑ ต.ศาลารีไทย อ.เสาไห้ จ.สระบุรี ด้านหลังวัดมีถนนสายปากบาง – สระบุรีผ่าน สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๑๘๕  ซึ่งตรงกับสมัยพระเจ้าปราสาททอง ซึ่งมี "พระพุทธรูปทองคำ" ประดิษฐาน ในวิหารจัตุรมุข เป็นสง่าราศีและมีความศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองชาวบ้านพะเยาว์และชาวอำเภอเสาไห้
ชื่อ "วัดพะเยาว์" นี้ตั้งขึ้นเพื่อเตือนรำลึกถึงภูมิลำเนาดั้งเดิมของชาวบ้านที่เคยอาศัยอยู่ในเมืองเหนือ

วิหารจตุรมุขหลวงพ่อทองคำ

พระพุทธรูปทองคำวัดพะเยาว์

พระพุทธรูปปางสมาธิ มีพุทธลักษณะที่งดงาม พระวรกายสมสัดส่วน สง่างาม เป็นพระพุทธรูปประทับนั่งปางสมาธิแบบขัดสมาธิราบ พระพักตร์กลม พระโอษฐ์ยิ้ม ยอดเศียรเปลวอุนาโลม องค์พระพุทธรูปเป็นวัสดุโลหะมีทองคำผสม ๗๐ เปอร์เซ็นต์ หน้าตักกว้าง ๑๑๐ เซนติเมตร สูง ๑๗๐ เซนติเมตร  จัดอยู่ในพระพุทธรูปสกุลช่างอยุธยาบริสุทธ์ นักประวัติศาสตร์โบราณคดี วิเคราะห์ว่า เป็นพระพุทธรูปที่สร้างขึ้น โดยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ (พ.ศ. ๑๙๙๑-๒๐๓๑) หรือสมเด็จพระรามธิบดีที่ ๒ (พ.ศ. ๒๐๓๔-๒๐๗๒) พระองค์ใดพระองค์หนึ่ง

วิหารจตุรมุขหลวงพ่อทองคำ

เดิมพระพุทธรูปทองคำองค์นี้ ประดิษฐานอยู่กลางบริเวณวัดร้างแห่งหนึ่งในอำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยลงรักพอกปูนปิดบังไว้ทั้งองค์ เพื่อหลบหลีกเหตุการณ์ในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย เมื่อคราวเสียกรุงครั้งที่ ๒ ปี พ.ศ. ๒๓๑๐

ภายในวิหารจตุรมุขหลวงพ่อทองคำ (ป้ายประวัติความเป็นมา)

ต่อมาประมาณปี พ.ศ. ๒๔๒๐ ชาวบ้านศาลารีไทย หมู่ ๓  ตำบลศาลารีไทย อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี ได้สร้างสำนักสงฆ์ขึ้นในหมู่บ้าน ชื่อ วัดอุทิศสโมสร แต่ยังขาดพระพุทธรูปขนาดใหญ่ไว้กราบไหว้บูชา และได้ทราบว่าบริเวณวัดร้างที่อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีพระพุทธรูปปูนปั้น ปล่อยทิ้งไว้ตากแดดกรำฝน ไม่มีผู้ใดสนใจ จึงได้ไปอัญเชิญ พระพุทธรูปปูนปั้น องค์นี้มาประดิษฐานไว้ที่ วัดอุทศสโมสร

พระพุทธสิหิงค์(องค์เล็ก) - หลวงพ่อทองคำ (องค์ใหญ่)

เมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๔๗๘ ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณใกล้เคียง วัดอุทิศสโมสร ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ เกิดภาวะฝนแล้ง จึงได้อพยพไปอยู่ที่อื่น ปล่อยวัดอุทิศสโมสรทิ้งไว้ เป็นวัดร้าง พระพุทธรูปปูนปั้นองค์ใหญ่นี้ จึงไม่มีใครดูแล เป็นเวลาหลายปี  ต่อมาปี พ.ศ. ๒๔๘๔ วัดพะเยาว์ ต้องการพระประธานองค์ใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม ในพระอุโบสถ  ชาวบ้านพะเยาว์ จึงได้ไปอัญเชิญพระพุทธรูปปูนปั้นองค์นี้ที่วัดอุทิศสโมสร ซึ่งเป็นวัดร้าง มาประดิษฐานเป็นพระประธานในอุโบสถหลังเก่า ซึ่งบูรณะปฏิสังขรณ์ใหม่


ต่อมาปีพ.ศ. ๒๔๙๓ ชาวบ้านได้ไปนิมนต์ พระเทพวิมลโมลี (อดีตเจ้าคณะจังหวัดสระบุรี) มาเป็นพระอุปัชฌาย์ บวชชาวบ้าน ได้มองเห็นว่า พระประธานในพระอุโบสถ มีลักษณะดี แต่ตามองค์พระมีรอยปูนกระเทาะ กระดำกระด่าง ซึ่งไม่สมควรจะปล่อยทิ้งไว้เช่นนี้  จึงให้มีการทำความสะอาดองค์พระให้ดูสดใสสง่างาม  ขณะที่ชาวบ้านช่วยกันทำความสะอาด ปรากฏว่าปูนที่พอกองค์พระบางส่วนกะเทาะหลุดออกมาจนเห็นเนื้อทอง  จากนั้น ให้ชาวบ้านช่วยกันกระเทาะปูนที่พอกองค์พระออกทั้งหมด จึงได้พบว่า องค์พระเป็นโลหะทองคำทั้งองค์ และอาจารย์ปรีดา วีรสวัสดิ์ (อดีตอาจารย์โรงเรียนวัดไตรมิตรวิทยาลัย ที่กรุงเทพฯ)  ได้เชิญเจ้าหน้าที่กรมศิลปากรมาตรวจสอบ จึงได้พบว่าพระพุทธรูปองค์นี้ เป็นโลหะทองมีเนื้อทองคำถึง ๗๐% ชาวบ้านจึงพากันเรียกพระพุทธรูปองค์นี้ว่า "หลวงพ่อทองคำ"

หลวงพ่อทองคำ วัดพะเยาว์

เมื่อออกมาจากวิหารจตุรมุข ก็มีศาลาด้านล่าง มีหลวงพ่อทองคำ จำลอง ให้ประชาขนสักการะและปิดทอง

หลวงพ่อทองคำองค์จำลอง

คำนมัสการหลวงพ่อทองคำ 

หลังจากกราบสักการะหลวงพ่อทองคำ  ผมก็เตรียมตัวที่จะเดินทางไป วัดเขาวง (ถ้ำนารายณ์) เป็นวัดที่ ๔ ครับ 😄 ...


ขอขอบคุณ

สำหรับท่านที่สนใจหาที่พัก ใน จังหวัดสระบุรี สามารถ กดลิงค์ ที่นี่ ได้  หรือ กดลิงค์นี่ ครับ

เที่ยวไหนดี? ... ไหว้พระ ๙ วัด สระบุรี วัดเขาแก้ววรวิหาร

เที่ยวไหนดี? ... ไหว้พระ ๙ วัด  สระบุรี  😀

๒.  วัดเขาแก้ววรวิหาร ตำบลต้นตาล อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี

การเดินทาง   หลังจากไหว้พระ ทำบุญ ที่วัดศาลาแดง เป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงเดินทางต่อมายังวัดเขาแก้ววรวิหาร โดยออกจากวัดศาลาแดง เลี่ยวซ้ายเข้าถนนพิชัยรณรงค์สงคราม (ทางหลวงหมายเลข ๓๐๔๑)  มาถึงสี่แยก เลี้ยวขวา เข้าทางหลวงหมายเลข ๓๖๒  ผ่านสะพานข้ามแม่น้ำป่าสัก แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวง หมายเลข ๓๐๕๐ ประมาณ ๑.๙ กิโลเมตร ผ่านหอวัฒนธรรมพื้นบ้านไทยวน สระบุรี อยู่ทางด้านซ้ายมือ แล้วเลี้ยวขวา ไปสัก ๑๔๐ เมตร  แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าวัด

พิกัด GPS :  14.556718, 100.883950

แผนที่

ประวัติวัด 

ตั้งอยู่เลขที่ ๑ หมู่ที่ ๑ ตำบลต้นตาล อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี เป็นวัดอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร วัดนี้เดิมเป็นวัดราษฎร์สร้างเมื่อ พ.ศ.๒๑๗๑ สมัยกรุงศรีอยุธยาในรัชสมัยพระเจ้าทรงธรรม ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จไปนมัสการพระพุทธบาท และจะเสด็จนมัสการพระพุทธฉายด้วย จึงทรงแวะพักไพร่พลขบวนราบที่พลับพลาที่หินลาดวัดเขาแก้ว ทรงเห็นว่าที่นี้เป้นชัยภูมิที่เหมาะสม เพราะตั้งอยู่ภูเขาเล็กๆ แวดล้อมด้วยธรรมชาติที่งดงามเป็นที่สงบ เหมาะสำหรับการบำเพ็ญสมณธรรม พระองค์ทรงมีพระราชศรัทธาที่จะบูรณปฏิสังขรณ์ จึงทรงรับสั่งให้เจ้าพระยานิกรบดินทร์(โต กัลยาณมิตร) เป็นแม่กลองควบคุมการก่อสร้าง เจ้าพระยานิกรบดินทร์ได้จัดการให้พนักงานนำเครื่องบนและสิ่งก่อสร้างจากกรุงเทพฯมาบูรณปฏิสังขรณ์พระอุโบสถ ปรับปรุงขยายให้ใหญ่กว่าของเดิม ก่อกำแพงรอบพระอุโบสถขึ้นใหม่ สร้างกุฏิไว้ด้านทิศเหนือของพระเจดีย์มีการบูรณะองค์พระเจดีให้มั่นคง และทรงสถาปนาวัดเขาแก้วขึ้นเป็นพระอารามหลวงพระราชทานนามว่าวัดคีรีรัตนาราม ต่อมาในปี พ.ศ.๒๔๕๖ สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวิชรญาณวโรรส องค์สังฆประมุข เสด็จออกตรวจการณ์คณะสงฆ์จังหวัดสระบุรี  ทรงเห็นป้านที่ติดท่าหินลาดหน้าวัด ว่า "วัดคีรีรัตนราม"  รับสั่งว่าเป็นคำมคธทรงให้เรียกเป็นคำไทยว่า  "วัดเขาแก้ว" ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

เมื่อผ่านเข้ามาทางซุ้มประตูวัดด้านหน้า จะพบซุ้มบันไดขึ้นวัด  หากท่านใดไม่สะดวกเดินขึ้น ก็มีทางรถขึ้นอยู่ทางด้านขวาของซุ้มบันได ค่ะ

ซุ้มบันได ขึ้นวัดเขาแก้ววรวิหาร
ซุ้มประตูบันไดวัดเขาแก้ววรวิหาร ใช้ระบบเสาและคาน (Post and lintel) ด้วยประติมากรรม ระบายสี บริเวณภายใน กรอบประตูตกแต่งด้วยวงโค้ง ซึ่งประดับบริเวณมุมทั้ง ๒ ข้าง ประดับลายพันธุ์พฤกษา ให้คล้ายกับซุ้มประตูแห่งชัยชนะแบบสถาปัตยกรรมโรมัน (Triumphal arch) หัวเสาประดับปูนปั้นทรงดอกบัวตูมทั้ง ๒ ข้าง ตรงกลางซุ้มประตูประดับประติมากรรมรูปสิงโหแบบศิลปะจีน บริเวณคานด้านหน้าระบุชื่อบันไดและปีการสร้าง “บันไดเก๊ากำพันธ์ พ.ศ. ๒๔๗๑” ถัดลงมาบริเวณโคนเสาด้านในทั้ง ๒ ข้าง ประดับประติมากรรมติดผนังรูปทหาร สวมหมวก ไว้หนวดเหนือริมฝีปาก สวมเสื้อแขนยาวแบบชาวตะวันตกคอเสื้อสูงปิดคอ คาดสายสะพาย มือขวาถือปืนยาว มือซ้ายแนบลำตัว สวมกางเกงยาว รองเท้าหุ้มส้น จากการแต่งกายของประติมากรรมทหารสันนิษฐานว่า น่าจะมีอายุอยู่ในช่วงปลายสมัยรัชกาลที่ ๔ ถึง รัชกาลที่ ๕ เนื่องจากทหารในสมัยรัชกาลที่ ๔ ถึงแม้จะสวมเสื้อแบบตะวันตกบ้างแล้วแต่ยังคงสวมจงกระเบน จนกระทั่งปลายรัชสมัยจึงเริ่มมีการสวมกางเกงขายาวแบบตะวันตก ต่อมาในสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯทรงโปรดเกล้าฯ ให้ช่างออกแบบตัดแปลงจากเสื้อนอกของฝรั่งเรียกว่า“เสื้อราชประแตน”และสวมหมวกอย่างยุโรป ให้ข้าราชการทหารแต่งเครื่องแบบ นุ่งกางเกงอย่างทหารยุโรป แทนการนุ่งโจงกระเบนแบบเก่า นอกจากนี้ปืนยาวที่อยู่ในมือของประติมากรรมทหารอาจเป็นปืนมัลลิเคอร์ยาวที่สั่งเข้ามาใช้เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๔ ก็เป็นได้

โบสถ์

เมื่อเดินถึงด้านบน จะพบโบสถ์อยู่ทางด้านซ้ายมือ

โบสถ์ ถ่ายจากทางด้านพระเจดีย์
พระประธานในโบสถ์

พระเจดีย์

เมือ กราบพระ ในโบสถ์ เสร็จแล้วจึงเดินออกมา  จะพบพระเจดีย์ อยู่ทางด้าน ซ้ายมือ 

พระเจดีย์ ถ่ายจากโบสถ์
พระเจดีย์มีรูปลักษณะทรงไทย ๕ ยอด ชนิดมีเรือนทาสแบบย่อมุมไม้สิบสองทิ้งบนฐานทักษิณ ๓ ชั้น ประกอบด้วยมุขจระนำ๔ ด้าน ด้านทิศตะวันตกออกแบบประดิษฐานพระพุทธรูปปางห้ามญาติ ด้านทิศเหนือ ประดิษฐานพระพุทธรูปปางรำพึงด้านทิศตะวันตก ประดิษฐานพระพุทธรูปปางอุ้มบาตร ด้านทิศใต้ประดิษฐานพระพุทธรูปปางลีลา องค์ระฆังกลมประกอบด้วยบัวกลุ่มปลียอดพระเจดีย์สูง ๓๔ เมตร กว้างโดยรอบ ๓๔.๕๐ เมตรภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุสาวก




เจดีย์ยอดปราสาท


เจดีย์ยอดปราสาท ตั้งอยู่ระหว่างหอระฆังและเจดีย์องค์ใหญ่ สร้างเมื่อ พ.ศ. 2413 เป็นปราสาทห้ายอด ก่ออิฐถือปูน ยอดเจดีย์เป็นทรงปราสาทประดับด้วยปราสาทจำลองประจำทิศ ๔ ทิศ คือ ทิศเหนือ ทิศใต้ ทิศตะวันออก และทิศตะวันตก ถัดลงมาเป็นชั้นวิมาน ๒ ชั้น ซุ้มจรนำ ๔ ทิศ ประดิษฐานพระพุทธรูปทุกซุ้ม ส่วนฐานประดิษฐานพระพุทธรูปปางป่าเลไลย์ประจำในทิศตะวันออก พระพุทธรูปทรงเครื่องใหญ่และทรงเครื่องน้อยปางห้ามสุทร และพระมาลัยประจำทิศตะวันตก และรอยพระพุทธบาทและพระพุทธรูปปางสมาธิประจำทิศใต้ ทั้ง ๓ ทิศ ทำซุ้มหลังคามุมกระเบื้อง ไขราหน้าจั่วประดับปูนปั้น มีรายละเอียดดังนี้

หน้าบันทิศตะวันใต้ ด้านบนบริเวณกึ่งกลางหน้าบันประดับลายดอกพุดตาน ถัดลงมาเป็นจารึกบอกปีการสร้างและปีการบูรณะภายในกรอบสี่เหลี่ยม กล่าวคือ สร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๑๓ บูรณปฏิสังขรณ์ เมื่อ เดือนมิถุนายน ร.ศ. ๑๑๙ (พ.ศ. ๒๔๔๓) วางบนพานมีเชิง ล้อมรอบด้วยลายพันธุ์พฤกษา

ส่วนบน เจดีย์ยอดปราสาท กับ พระเจดีย์

หน้าบันทิศตะวันออก ด้านบนบริเวณกึ่งกลางหน้าบันประดับลายดอกบัวบานมีก้านยาว ถัดลงมากรอบรูปวงรีวางบนพานมีเชิง ล้อมรอบด้วยลายพันธุ์พฤกษา
เจดีย์ยอดปราสาท กับ พระเจดีย์

จากรูปแบบลายประดับบนหน้าบันทั้ง ๒ ด้าน อาจเป็นไปได้ว่าหน้าบันทิศใต้ถูกบูรณะขึ้นใหม่ในช่วง พ.ศ. ๒๔๔๓ ดังปรากฏในจารึกบนหน้าบัน ส่วนหน้าบันทางทิศตะวันออกเป็นลวดลายเดิม เนื่องจากลักษณะและความสมบูรณ์ของลวดลาย อีกทั้งการจัดองค์ประกอบของลายที่ปรากฏเป็นลักษณะที่นิยมในช่วงรัชกาลที่๔ – ต้นรัชกาลที่ ๕ ซึ่งใกล้เคียงกับปีการสร้างที่จารึกไว้

หลังจากกราบสักการะ ในโบสถ์ และ พระเจดีย์ แล้ว ผมจึงออกเดินทางไป วัดพะเยาว์ ต่อ 😄


ขอขอบคุณค่ะ

สำหรับท่านที่สนใจหาที่พัก ใน จังหวัดสระบุรี สามารถ กดลิงค์ ที่นี่ ได้  หรือ กดลิงค์นี่ ค่ะ

เที่ยวไหนดี? ... ไหว้พระ ๙ วัด สระบุรี วัดศาลาแดง

เที่ยวไหนดี? ... ไหว้พระ ๙ วัด  สระบุรี  😀

๑.  วัดศาลาแดง ตำบลปากเพรียว อำเภอเมืองสระบุรี จังหวัดสระบุรี


ตื่นเช้า กับวันสดใส มีภารกิจต้องไปทำงานที่จังหวัด สระบุรี  จึงวางแผนในค่ำคืนที่ผ่านมาว่า ตั้งใจจะไหว้พระ ๙ วัด ที่จังหวัดสระบุรี น่าจะเริ่มที่วัดไหน ก่อน  ตามเส้นทางที่เดินทางจากกรุงเทพฯ  จึงกำหนดว่าวัดที่น่าจะเป็นวัดแรก คือ วัดศาลาแดง ค่ะ

การเดินทาง

เริ่มออกจากกรุงเทพฯ มาทางเส้นทางถนนพหลโยธิน (ทางหลวงหมายเลข ๑)  หรือใครสะดวกเส้นทางวงแหวนรอบนอก (ทางหลวงหมายเลข ๙) ก็ได้ ค่ะ มุ่งหน้า สู่จังหวัดสระบุรี  เข้าตัวเมือง ข้ามทางรถไฟ เลี้ยวซ้าย เข้าถนนเทศบาล ๓  เนื่องจากถนนพิชัยรณรงค์สงคราม ซึ่งเป็นถนนหน้าวัดศาลาแดง เป็นวันเวย์ ขาออก ไม่สามารถเลี้ยวซ้ายเข้าได้ ค่ะ   เมื่อเลี้ยวซ้ายเข้าถนนเทศบาล ๓  มาสัก ๔๕๐ เมตร เลี้ยวขวาเข้าซอยพิชัยรณรงค์สงคราม ๑๕ เจอสี่แยกเลี้ยวขวา มุ่งหน้าไป ๑๒๐ เมตร จะพบวัดศาลาแดงอยู่ทางด้านซ้าย  เลี้ยวเข้าวัดได้เลย ค่ะ  👱 ....

แผนที่

พิกัด GPS :  14.529217, 100.909877



ประวัติวัด 

ตั้งอยู่เลขที่ ๔๘๖ บ้านศาลาแดง ถนนพิชัยรณรงค์สงคราม ตำบลปากเพรียว อำเภอเมืองสระบุรี จังหวัดสระบุรี สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย มีฐานะเป็นวัดราษฎร์ พื้นที่ตั้งวัดมีเนื้อที่ ๖ ไร่ ๓ งาน ๕๒ ตารางวา โฉนดที่ดินเลขที่ ๗๗๔๑

วัดศาลาแดง จังหวัดสระบุรี สร้างขึ้นเป็นวัดนับตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๑๑ เป็นวัดอยู่ใจกลางเมืองสระบุรี อยู่ใกล้กับศาลากลางจังหวัด และศาลหลักเมือง เดิมเรียก "วัดแก่งม่วง"


เนื่องจากมีต้นมะม่วงใหญ่ยืนต้นอยู่บนแก่ง เป็นสัญลักษณ์  ต่อมาน้ำได้พัดนำเอาต้นมะม่วงและแก่งจมหายไปกับแม่น้ำ จนหมดสภาพ  คงเหลือแต่เพียงศาลาหลังหนึ่งมีหลังคามุงกระเบื้องสีแดง ซึ่งใช้เป็นที่พักสำหรับคนเดินทางไปนมัสการรอยพระพุทธบาท และพระพุทธฉาย จังหวัดสระบุรี จึงได้เรียกเป็นนามวัด จนเป็นที่รู้จักกันทั่วไป ว่า  "วัดศาลาแดง"
วัดศาลาแดง ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ ๑๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๘ มีเขตวิสุงคามสีมากว้าง ๑๕ เมตร ยาว ๓๕ เมตร


วิหารพระพุทธนิรโรคันตรายชัยวัฒน์จตุรทิศ

เมื่อเข้ามาในวัดศาลาแดง จะพบวิหารตั้งอยู่ ด้านหน้า ตรงกลางพื้นที่วัด ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธนิรโรคันตรายชัยวัฒน์จตุรทิศ หรือ ที่เรียกกันอีกนามหนึ่งว่า  "พระพุทธรูปสี่มุมเมือง" ซึ่งมีอยู่ ๔ องค์ ถูกจัดสร้างขึ้นตามความเชื่อและโบราณประเพณีของบ้านเมืองที่สืบทอดกันมาตั้งแต่ครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยา ที่จะต้องมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ปกป้องขอบขัณฑสีมาทั้งสี่ทิศ โดยการสร้างพระพุทธนิรโรคันตรายชัยวัฒน์จตุรทิศนั้นเป็นการสร้างพระพุทธรูปแบบ "จตุรพุทธปราการ" กล่าวคือเป็นการนำเอาวัดหรือพระพุทธรูปเป็นปราการทั้งสี่ด้าน เพื่อปกป้องภยันตรายจากอริราชศัตรู ปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย เสริมสร้างดวงชะตาแก่บ้านเมืองและคุ้มครองพสกนิกรทั้งมวลให้อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข

ปัจจุบันพระพุทธนิรโรคันตรายชัยวัฒน์จตุรทิศทั้ง ๔ องค์ ได้ถูกอัญเชิญไปประดิษฐาน ดังนี้
ทิศเหนือ        -  ตำบลหัวเวียง อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง (ประดิษฐานในวิหารตั้งอยู่ใกล้ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองลำปาง  ตรงข้ามวัดบุญวาทย์วิหาร)
ทิศใต้             -  จังหวัดพัทลุง  (ประดิษฐานในวิหารตั้งอยู่ที่วงเวียน ห่างจากศาลากลาง จังหวัดพัทลุง ๑๓๐ เมตร)
ทิศตะวันออก  -  วัดศาลาแดง จังหวัดสระบุรี
ทิศตะวันตก    -  เขาแก่นจันทร์ หรือ เขาจันทร์แดง  จังหวัดราชบุรี




ประวัติพระพุทธนิรโรคันตรายชัยวัฒน์จตุรทิศ

พระพุทธนิรโรคันตรายชัยวัตน์จตุรทิศ จัดสร้างขึ้นตามคติความเชื่อเรื่องพุทธไชยปราการเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๑ โดยกรมการรักษาดินแดน กองทัพบก กระทรวงกลาโหม โดย พลโท ยุทธ สมบูรณ์ เจ้ากรมการรักษาดินแดนในขณะนั้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเครื่องยึดเหนื่ยวจิตใจและปกป้องคุ้มภัยให้กับประชาชนทุกทิศตามความเชื่อแต่โบราณ โดยได้นำต้นแบบมาจาก "พระพุทธนิรโรคันตราย" พระพุทธรูปประจำรัชกาลในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๖  ซึ่งเป็นพระผู้มีพระราชทานก่อตั้งกรมการรักษาดินแดน อีกทั้งเมื่อพิจารณาความหมายของพระนามของพระพุทธรูป อันหมายถึง "การปราศจากซึ่งภยันตรายทั้งปวง" นับว่าเหมาะสมอย่างยิ่งที่จะสถาปนาให้เป็นพระสี่มุมเมืองของไทย แล้วนำความขึ้นกราบบังคมทูลอัญเชิญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เสด็จเป็นองค์ประธานในพิธีเททองหล่อพระ  และได้เสด็จพระราชดำเนินประกอบพิธีเททอง ณ กรมการรักษาดินแดน กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ ๒ สิงหาคม พ.ศ.  ๒๕๑๑  และได้โปรดเกล้าฯผุ้ว่าราชการจังหวัดทั้ง ๔ จังหวัดเข้ารับพระราชทานพระพุทธนิรโรคันตรายชัยวัฒน์จตุรทิศ ณ พระตำหนักจิตลดารโหฐานพระราชวังดุสิต เพื่อนำไปประดิษฐานเป็นพระพุทธรูปประจำทิศทั้งสี่ เมื่อวันที่ ๒๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๑

ภายในวิหารพระพุทธนิรโรคันตรายชัยวัฒน์จตุรทิศ


พระพุทธนิรโรคันตรายชัยวัฒน์จตุรทิศ


ภายในวิหาร มีพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช สำหรับกราบสักการะ


โบสถ์เก่า

เมื่อออกจากวิหารพระพุทธนิรโรคันตรายชัยวัฒน์จตุรทิศ จะพบโบสถ์เก่า อยู่ทางด้านหลัง เดินไปประมาณ ๒๐-๓๐ เมตร   จึงเข้าไปกราบสักการะ ค่ะ


ภาพบรรยากาศโดยรอบ ภายในวัด

อยู่ทางด้านซ้าย (เมื่อหันหน้าเข้าโบสถ์เก่า)

ด้านซ้าย - ศาลาอเนกประสงค์
ด้านขวา - โบสถ์ใหม่
พื้นที่วัด ติดกับแม่น้ำป่าสัก  มีแพ สำหรับผู้ที่สนใจทำบุญให้อาหารปลา   เมื่อสมควรแก่เวลา  ผมจึงเดินทางไป วัดเขาแก้ววรวิหาร ต่อไป ค่ะ  😄

ขอบคุณค่ะ

สำหรับท่านที่สนใจหาที่พัก ใน จังหวัดสระบุรี สามารถ กดลิงค์ ที่นี่ ได้  หรือ กดลิงค์นี่ ค่ะ

เที่ยวไหนดี? ... วัดนครชุ่มชื่น นครปฐม

เที่ยวไหนดี? ... วัดนครชุ่มชื่น ตำบลกระทุ่มล้ม อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม 😀


เนื่องจากไปทำธุระ แถวถนนพุทธมณฑลสาย ๔  (ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๓๓๑๐)  โดยผมเดินทางมาจากทางถนนกาญจนาภิเษก ผ่านบางใหญ่ เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนนบรมราชชนนี จากนั้นเลี้ยวซ้ายเข้าถนนพุทธมณฑล สาย๔ ผ่าน พุทธมณฑล อยู่ทางด้านซ้ายมือ  และแวะปั้ม ปตท. วันนั้น ฝนตกพร่ำๆ  ตลอดช่วงเช้า ในต้นเดือนมกราคม พ.ศ. ๒๕๖๐   ในช่วงพักระหว่างวัน   ผมเดินออกมาจากปั้ม สังเกตุเห็น ปากซอยกระทุ่มล้ม ๑๑  เป็นทางเข้าวัด  ด้วยความที่อยากไปทำบุญ จึงเดินข้ามสะพานลอย เพื่อเดินทางเข้าวัด  ช่วงนั้นฝนหยุด ตก  (^_^)  การเดินทางจึงค่อนข้างสะดวก


ปากทางเข้าวัด 

แผนที่


จากประตูทางเข้าวัด เดินไปถึงวัด เป็นระยะทาง ๗๐๐ เมตร  ซึ่งหากท่านใดไม่สะดวกเดินก็สามารถใช้บริการรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างได้ ค่ะ  อยู่ทางด้านซ้ายของประตู  ในซอย ท่านก็จะผ่านบ้านเอื้ออาทร (ซอยวัดนครชุ่มชื่น)  อยู่ทางด้านขวามือ และในซอยกระทุ่มล้ม ๑๑  นี้ ก็มี 7-11 ถึงสองแห่ง ค่ะ

เมื่อเดินทางถึงหน้าวัด  โดยผมไม่ได้เข้าไปทางประตูวัด แต่ใช้สะพานข้ามคลองที่ทางวัดมีอยู่ ซึ่งใกล้กว่า
ทางด้านขวาก่อนเข้าวัด

ด้านซ้ายก่อนเข้าวัด

ประวัติวัด

วัดนครชื่นชุ่ม ตั้งอยู่เลขที่ ๑๐๔ หมู่ที่ ๗ ตำบลกระทุ่มล้ม อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม สร้างขึ้นในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ โดยตระกูล “กรรณสูต” ซึ่งได้กล่าวไว้ว่าภายหลังที่ นายอากร ฮะหยง ซึ่งเป็นน้องชายของพระยาสุนทรบุรีศรีพิไชยสงคราม (อี้ กรรณสูต) ได้ถึงแก่อนิจกรรม ต่อมาอีกไม่นาน นางชุ่มภรรยาของท่านก็ถึงแก่กรรมบุตรแลหลานจึงได้นำเงินที่ได้รับบริจาคในงานครั้งนี้มาสร้างวัดเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานแห่งบรรพบุรุษทั้งสอง ชื่อว่า “วัดชื่นชุ่ม” ต่อมาวัดนี้ได้มีการบูรณะซ่อมแซมในสมัยขุนนครรัฐเขตต์ จึงได้ผนวกนามของท่านเข้าไปด้วย และได้ชื่อใหม่ว่า “วัดนครชื่นชุ่ม” สืบมา วัดนครชื่นชุ่ม ประกาศตั้งวัดเมื่อวันที่ ๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๕ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ ๑๗ มีนาคม พ.ศ.๒๔๗๙ ปัจจุบันมีพระครูมงคลประภาส เป็นเจ้าอาวาส

ขอขอบคุณ : ศูนย์ข้อมูลกลางทางวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม


พิกัด GPS  :  13.745096, 100.323444

เมื่อเข้ามาวัด  สิ่งแรกที่ผมทำ คือ เดินไปที่โบสถ์ เพื่อกราบพระประธาน ซึ่งวันนั้น ทางวัดไม่ได้เปิดโบสถ์ ให้คนเข้าสักการะ  จึงเก็บได้เพียงภาพภายนอก ของโบสถ์ พืนบริเวณโดยรอบโบสถ์ ปูด้วยหินอ่อน

ภาพด้านหน้าตรงโบสถ์

ภาพด้านข้างโบสถ์

มีช่อฟ้า อยู่ ๒ ตัว อยู่ด้านหน้าโบสถ์ เพื่อรอพิธียกช่อฟ้า

นอกจาก ความสวยงามของโบสถ์ ที่เห็น ผมประทับใจพระพุทธรูป ปางยืนที่อยู่ทางด้านหน้าประตูโบสถ์  ผมเข้าใจว่า น่าจะเป็นพระพุทธรูปปาง พระร่วงโรจนฤทธิ์ ที่ประดิษฐานอยู่ที่วัดพระปฐมเจดีย์ราชวรมหาวิหาร  ซึ่งดูพระพุทธรูปที่หน้าโบสถ์แห่งนี้  แล้วเป็นพระพุทธรูปที่สวยงาม มากค่ะ

พระพุทธรูปปางยืน ที่อยู่ตรงประตูโบสถ์

สำหรับด้านข้างของโบสถ์ มีลักษณะเหมือนทางลงใต้โบสถ์  ซึ่งปิดด้วยประตูกระจก
โบสถ์

อุโบสถ



หลังจากสักการะ พระพุทธรูป ที่หน้าโบสถ์ แล้ว (เนื่องจากเข้าในโบสถ์ไม่ได้  😔)  จึงเดินสำรวจวัด ต่อไป ค่ะ

อนุสรณ์สถานพระครูสุนทรกิจโกศล (ชั้ว บัวหลั่น)

เดินจากทางโบสถ์มาทางด้านขวาของโบสถ์ จะเห็นศาลาเล็ก ข้างศาลา อำพล-จรีพร เทพผดุงพร   


ซึ่งทางวัด ก็เคยมีการสร้างเหรียญพระครูสุนทร กิจโกศล เมื่อปี ๑๓
สำหรับด้านข้างอนุสรณ์สถานพระครูสุนทรกิจโกศล (ชั้ว บัวหลั่น)  มี สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) ให้กราบสักการะ
สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี)

ศาลเจ้าแม่ตะเคียนและพ่อปู่ฤาษี





ศาลาแปดเหลี่ยม เจ้าแม่กวนอิม



เนื่องจากเป็นศาลา โล่งทำให้การถ่ายภาพ เพื่อลดแสงสะท้อนค่อนข้างยาก ค่ะ  😓


ด้านบนภายในของศาลาแปดเหลี่ยมมีรูปของโป๊ยเซียน

ศาลาพระสีวลี

วันนั้น ศาลากระจกปิด ค่ะ จึงถ่ายภาพมาจากทางด้านนอก
พระสีวลี
พระสีวลี เป็นพระภิกษุผู้เป็นเลิศด้วยลาภ  โดยเชื่อกันว่า หากผู้ใด ได้กราบไหว้ ก็จะนำมาซึ่งโชคลาภ และอุดมด้วยโภคทรัพย์

ด้านข้างศาลาพระสีวลี  จะมีพระพรหม และ พระแม่ธรณีบีบมวยผม



หลังจากเที่ยวชม และกราบสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทั้งหลายเสร็จแล้ว  ผมก็เดินทางกลับไปยังปั้ม ปตท.  ระหว่างเดินทางกลับ ฝนเริ่มโปรย ลงมาอีก ครั้ง  พอดีเป็นช่วงเวลาบ่ายโมงกว่าๆ  จึงแวะรับประทานข้าวผัดต้มยำทะเล (ร้านที่อยู่ตรงข้ามทางเข้าบ้านเอื้ออาทร)   เมื่อท้องอิ่มจึงออกเดินทางอีกครั้ง คราวนี้ ฝนไม่มีทีท่าว่าจะหยุด แต่ก็ดีอย่างที่ไม่หนักมาก ค่ะ   โปรยลงมาอย่างสม่ำเสมอ  เดินถึงปั้มพอดี ตัวเปียก ได้พอชื่นใจ ค่ะ

ขอบคุณค่ะ 😊


สำหรับท่านที่สนใจหาที่พัก ในจังหวัด นครปฐม  สามารถกด ลิงก์ที่นี่  หรือ ลิงก์ที่นี่ ก็ได้ ค่ะ

เที่ยวไหนดี? ... วัดป่าละหานทราย จ.บุรีรัมย์

😀เที่ยวไหนดี? ... วัดป่าละหานทราย จ.บุรีรัมย์  😀

หลังจากได้ทำบุญ ๙ วัด  ที่ จ.อุบลราชธานี  แล้ว วันรุ่งขึ้น ซึ่งจะต้องเดินทางกลับ  ผมก็แวะพัก ที่จ.บุรีรัมย์ หนึ่งคืน   วัดหนึ่งที่ผมอยากแนะนำ คือ วัดป่าละหานทราย  ต.ละหานทราย อ.ละหานทราย จ.บุรีรัมย์  ตั้งอยู่บนถนนหมายเลข 4013  ซึ่งแรงบันดาลใจ ที่ทำให้ผมอยากไปเที่ยว คือ วัดนี้ ได้ขึ้นเป็น วัด ที่ unseen ในเวปนึง 


พิกัด GPS  :  14.421492, 102.868006

แผนที่


การเดินทาง 



  • ใช้เส้นทาง ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 24  (สายทางต่างระดับสีคิ้ว–อุบลราชธานี หรือ ถนนเดชอุดม) จากนั้นเลี้ยวเข้า สู่ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 2117 (ถนนตะโก - เขาพนมรุ้ง) แล้วต่อเนื่องไปในทางหลวงชนบท หมายเลข บร. 4013 (แยกทางหลวงหมายเลข 2117-บ้านละหานทราย) วัดจะอยู่ทางซ้ายมือ



  • จากทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 24  (สายทางต่างระดับสีคิ้ว–อุบลราชธานี หรือ ถนนเดชอุดม) เลี้ยวเข้า สู่ถนนสังขกฤษ จากนั้นเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนนประชาสันติสุข ต่อเนื่องไปยังถนนนางรอง-ละหานทราย แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 224 (สายนครราชสีมา–หินโคน) ไปอีก 1.2 กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ทางหลวงชนบท หมายเลข บร. 4013 (แยกทางหลวงหมายเลข 2117-บ้านละหานทราย) วัดจะอยู่ทางขวามือ



  • จากทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 24  (สายทางต่างระดับสีคิ้ว–อุบลราชธานี หรือ ถนนเดชอุดม) เลี้ยวเข้า สู่ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 2445 (บุรีรัมย์ - นิคมบ้านกรวด)  850 เมตร เลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงชนบทบุรีรัมย์ หมายเลข 4071 ไป 9.8 กม. เจอโรงเรียนบ้านจระเข้มาก ถึงทางแยกเลี้ยวซ้าย ไป 110 เมตร แล้วเลี้ยวซ้าย ไป 11.7 กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ทางหลวงชนบท หมายเลข บร. 4013 (แยกทางหลวงหมายเลข 2117-บ้านละหานทราย) ไป 11 กิโลเมตร วัดจะอยู่ทางซ้ายมือ

ประวัติวัดป่าละหานทราย



วัดป่าละหานทรายก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๒  มีอดีตพระครูปริยัติยากร (พิพัฒน์ อินทวีโร ป.ธ.๓) เป็นเจ้าอาวาสและรองเจ้าคณะอำเภอละหานทราย วัดป่าละหานทราย ได้รับประกาศตั้งวัดในพระพุทธศาสนา เมื่อวันที่ ๒๖ เดือน ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๒   พ.ศ. ๒๕๔๔  พระมหาเรืองฤทธิ์ สุธีโร ได้เป็นประธานสงฆ์สืบต่อมา เมื่อวัดได้รับอนุญาตตั้งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสเมื่อวันที่ ๒๖ เดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๓ 

วัดป่าละหานทราย สร้างบนพื้นที่  ๘๐ ไร่ และได้ปลูกป่าสร้างความสงบร่มเย็น เพื่อใช้เป็นสถานปฎิบัติธรรม ภายในวัดยังมี ถาวรวัตถุที่สร้างด้วยฝีมือช่างอันงดงามวิจิตร 

เมื่อถึงวัด ความรู้สึกแรก คือ บรรยากาศจะค่อนข้างเงียบ  ผมก็จอดรถทางด้านหน้าของวัด ซึ่งเป็นศาลาไม้เก่าๆ  ลงเดินไป ภายในศาลาไม้ นั้น มีการสอนพระธรรม ให้กับพระภิกษุอยู่ ผมเดินต่อไปเรื่อยๆ จึงเห็นศาลาทางด้านขวามือ คือ มหาวิหารไม้ 


สถานที่สำคัญในวัดป่าละหานทราย


มหาวิหารไม้
เป็นสถาปัตยกรรมแบบล้านนาผสมล้านช้าง ขนาดกว้าง 12 เมตร ยาว 30 เมตร เป็นไม้ทั้งหลัง เป็นงานไม้แบบโบราณที่ใช้การเจาะและสลัก หลังคามุงด้วยแป้นเกล็ด ไม้สักทั้งหลัง  สร้างขึ้นในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ๘๒ พรรษา พุทธศักราช ๒๕๕๒  ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปหยกขาวซึ่งได้รับการถวายนามจากพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) ว่า "พระพุทธมงคล มหาชนอภิปูชนีย์"






วิหารพุทธร่มโพธิ์
เป็นสถาปัตยกรรมแบบไทย ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปหยกเขียว

อุโบสถกลางน้ำ
เป็นสถาปัตยกรรมแบบล้านนาผสมล้านช้าง สร้างขึ้นในโอกาสฉลองพุทธชยันตี ๒.๖๐๐ ปี แห่งการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า เมื่อพุทธศักราช ๒๕๕๕    พระประธานสร้างด้วยหยกพม่าชนิดโปร่งแสง





พิพิธภัณฑ์บูรพาจารย์ 
เป็นสถาปัตยกรรมไทยประยุกต์ สร้างเป็นที่ประดิษฐานรูปหล่อและภาพถ่ายหลวงปู่สุข ธมฺมโชโต พระเกจิอาจารย์ที่เลื่องลือแห่งอำเภอละหานทราย และหลวงปู่กัสสปมุนี บูรพาจารย์ด้านกรรมฐานของวัดป่าละหานทราย  ซึ่งท่านเป็นสัทธิกวิหาริกของสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น วัดพระเชตุพนฯ กรุงเทพฯ)


ขอบคุณค่ะ  😄

สำหรับผู้ที่สนใจหาที่พัก ใน จังหวัดบุรีรัมย์ สามารถ กดลิงค์ ที่นี่ ได้  หรือ กดลิงค์นี่ ค่ะ