เที่ยวไหนดี? ... ไหว้พระ ๙ วัด อุบลราชธานี วัดที่ ๘ วัดถ้ำคูหาสวรรค์

เที่ยวไหนดี? ...  ไหว้พระ ๙ วัด  อุบลราชธานี  วัดที่ ๘ วัดถ้ำคูหาสวรรค์ 😀

ออกจาก วัดมหาวนาราม ห่างไปประมาณ ๘๐ กิโลเมตร ก็ถึงวัดถ้ำคูหาสวรรค์ เป็นวัดราษฎร์ ซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านด่านใหม่ หมู่ ๒ ตำบลโขงเจียม อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี   ที่วัดถ้าคูหาสวรรค์แห่งนี้ นอกจากเป็นวัดที่พุทธศาสนิกชนศรัทธา ยังเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวสามารถชมแม่น้ำสองสีได้  (จุดที่แม่น้ำโขงและแม่น้ำมูลไหลรวมกัน  ดังคำที่ว่า "โขงสีปูน มูลสีคราม" มารวมกัน)

แม่น้ำสองสี

พระธรรมเจดีย์ศรีไตรภูมิ
เมื่อเข้ามาภายในวัด จะพบฆ้องขนาดใหญ่ และ พระธรรมเจดีย์ศรีไตรภูมิ เป็นศาสนสถานสำคัญที่เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่าง ไทย-ลาว-กัมพูชา  ลักษณะฐานองค์พระเจดีย์เป็นทรงแปดเหลี่ยม สร้างในลักษณะศิลปกรรมอีสาน สูง ๒๙ เมตร กว้าง ๒๖ เมตร ยอดเป็นฉัตรทอง ๙ เหลี่ยม มีปลีทอง มีลูกแก้วประดับเพชรพญานาค มีดอกบัวทองจังโก้ บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระอรหันต์ธาตุ เพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้สักการะบูชา

พระพุทธชิโนดมบรมโรคเชษฐ์ 
หลังจากจอดรถ เข้าไปสักการะภายในองค์พระเจดีย์ ด้านในเป็นผนังสีขาว  องค์พระพุทธชิโนดมบรมโรคเชษฐ์  เป็นพระพุทธปฏิมากร ปางนั่งสมาธิ สีทอง ประดิษฐานอยู่ภายใน  เมื่อออกมาบริเวณที่จุดชมแม่น้ำสองสีได้ ก็มีทางลงไปในถ้ำที่มีพระพุทธรูปต่างๆ และที่เก็บสังขารของหลวงปู่คำคะนิง จุลมณี 


พระพุทธชิโนดมบรมโรคเชษฐ์ 
วัดถ้าคูหาสวรรค์สร้างขึ้น ในช่วงที่หลวงปู่คำคะนิง จุลมณี จำพรรษาที่บริเวณแห่งนี้ ตามประวัติ หลวงปู่คำคะนิง จุลมณี  ชื่อเดิมท่านคือ คำคะนิง  ท่านเกิดที่บ้านหนองบัว แขวงคำม่วน ประเทศลาว เมื่อวันพุธ เดือน ๔ ปีกุน พ.ศ ๒๔๓๗ เมื่ออายุ ๑๘ ปี ได้บวชตามประเพณีเป็นเวลา ๙ วัน  เพื่อทดแทนพระคุณบิดามารดาที่เสียชีวิต  หลังจากละสมณเพศ ก็ครองเรือน มีภรรยาและบุตร ปฏิบัติตนเป็นสามีและพ่อที่ดี และยังปฎิบัติธรรมเรื่อยมา ในทุกคืนท่านจะไปนอนที่วัด  ปฎิบัติเช่นนี้เรื่อยมา จนภรรยาท่านเห็นว่าท่านศรัทธาในทางธรรมอย่างยิ่ง จึงยินยอมให้นาย คำคะนิง ออกบวช

หลังจากนั้น นายคำคะนิง จึงเสาะหาพระอาจารย์ด้านกรรมฐาน เพื่อฝากตัวเป็นศิษย์  แรกท่านไปพบอาจารย์สีทัตถ์ เมืองท่าอุเทน แต่อาจารย์ปฏิเสธ และแนะนำให้ไปหาอาจารย์เหม่ย เมื่อท่านและเพื่อนอีก ๒ คน กล่าวความตั้งใจของตนแล้ว อาจารย์เหม่ยบอกว่า "ถ้าเป็นศิษย์ทั้ง ๓ คน แล้วจักมีคนหนึ่งตาย มีใครกลัวตายหรือไม่?" มีเพียง นายคำคะนิง คนเดียวที่ตอบอาจารย์เหม่ย ว่าไม่กลัวตาย

หลังจากเป็นศิษย์ นายคำคะนิง ก็นุ่งห่มขาว เป็น ปะขาว สำหรับอาหารแต่ละวัน มีเพียงข้าวตากแห้งกับน้ำพอประทังชีวิต  ท่านได้เรียนรู้ทางด้านอสุภะกรรมฐาน จนเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม อาจารย์เหม่ย ก็ให้ไปเรียนรู้เพิ่มเติมเอง  ท่านยึดการแต่งกายแบบโยคี แต่การถือศีลเป็นในทางสงฆ์

ในระหว่างที่ท่านปฏิบัติตนเป็นโยคี ท่านเป็นสหายธรรม กับหลวงพ่อปาน (พระครูวิหารกิจจานุการ) วัดบางนมโค  และได้พบสมเด็จลุนพระอริยเจ้าแห่งราชอาณาจักรลาว ซึ่งจำพรรษาอยู่ที่ภูอีด่าง เพื่อขอศึกษาคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์  หลังจากศึกษาธรรมจากคัมภีร์ดังกล่าวแล้ว  ท่านก็เก็บวางไว้ดังเดิม และออกจาริกต่อ  ท่านได้ช่วยเหลือชาวบ้านให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ

จากความศรัทธาจากชาวบ้านและชื่อเสียงความศักดิ์สิทธิ์ ของโยคีคำคะนิง ทราบถึงพระกรรณของพระเจ้าศรีสว่างวัฒนา กษัตริย์ของประเทศลาว ราชวงศ์ล้านช้างหลวงพระบาง  จึงได้เชิญฤาษีคำคะนิงเข้าเฝ้า  ความตอนหนึ่ง จากการสนทนา ระหว่างกัน มีดังนี้

“ขอปลงผมท่านที่ยาวถึงเอวออกได้ไหม” พระเจ้าศรีสว่างวัฒนา กล่าวกับ โยคีคำคะนิง

โยคีคำคะนิง นิ่งชั่วครู่ จึงได้กราบทูลไปว่า “ถ้าปลงผม หนวดเคราก็ต้องอุปสมบทเป็นพระภิกษุ”

“ยินดีจะจัดอุปสมบทให้ท่านเป็นพระราชพิธี” กษัตริย์ลาวยื่นข้อเสนอให้ โยคีคำคะนิงจึงได้กล่าวตกลง และได้บวชตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

พิธีอุปสมบท ถูกจัดขึ้นที่ วัดหอเก่าแขวงนครจำปาศักดิ์  สมเด็จพระสังฆราชเป็นองค์ประธานฝ่ายสงฆ์ กษัตริย์พระเจ้าศรีสว่างวัฒนา เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธานฝ่ายฆราวาส มีพระเถระชั้นผู้ใหญ่เข้าร่วมพิธี ๒๘ รูป ระหว่างพิธีเกิดเหตุการณ์วุ่นวายเล็กน้อย เนื่องจาก ประชาชนต่างต้องการเส้นผมของโยคีคำคะนิงไปบูชา  เมื่อพิธีการอปุสมบทเสร็จสิ้น พระภิกษุคำคะนิง ได้รับฉายาว่า “สนฺจิตฺโตภิกขุ” หรือ “พระคำคะนิง สนฺจิตฺโต” และจำพรรษาที่ ภูอีด่าง  ประชาชนก็ยังคงศรัทธาในตัวท่านและนับวันยิ่งมากขึ้น จนมาวันหนึ่ง ท่านก็ออกธุดงค์ ทั้งในฝั่งลาว และไทย จน ในบั้นปลายชีวิต ท่านมาตัดสินใจจำพรรษาที่วัดถ้ำคูหาสวรรค์

หลวงปู่คำคะนิง จุลมณี มรณภาพเมื่อวันที่ ๑๗ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๘ เวลา ๑๑.๑๓ น. ณ โรงพยาบาลสรรพสิทธิ์ประสงค์ ด้วยอาการปอดบวม  ท่านได้อยู่ในเพศฤาษีได้ ๑๕ ปี และอยู่ในร่มกาสาวพัสตร์ ๓๒ พรรษา สังขารหลวงปู่คำคนิง จุลมณี อยู่ที่วัดแห่งนี้ ในสภาพที่ไม่เน่าเปื่อย  ช่วงที่ท่านยังอยู่ ประชาชนยังศรัทธา ในเรื่องเล่า เกี่ยวกับหลวงปู่คำคะนิง จุลมณี ที่สามารถเดินทางไปถึงเมืองพญานาค และท่องนรก

พระพุทธรูปภายในถ้ำ
ธรรมของหลวงปู่   คือให้อดทนวิริยะ (เพียร) ในธรรมอันบริสุทธิ์  ถ้าทุกคน หยิบเอา ตัณหา ความโลภ กิเลสต่างๆ  ออกจากจิตใจ ในไม่ช้าก็จะพบแต่ความสว่างไสวแห่งธรรมที่ปรารถนา

ให้รับรู้ว่าสิ่งต่างๆ ทางโลกเป็นอย่างไร ก็ทำเพียงรับรู้ ไม่ปรุงแต่ง ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการทำบาปทั้งปวง ให้เน้นที่ดูที่ใจตัวเราแต่ผู้เดียว รู้แต่ลมหายใจเข้าออกเท่านั้น จะทำอะไรก็ให้อยู่ในศีลธรรมให้ระลึกรู้อยู่ตลอดเวลา

ให้เรามีสติ และศรัทธาในธรรมะ  รักษาศีล  ปฏิบัติในสิ่งที่เป็นธรรม ระลึกชอบ ปฏิบัติชอบ แล้วปฏิบัติต่อเนื่องไป  เพราะการรักษาศีลไม่มีจุดสิ้นสุดเป็น อจินไตย ซึ่งถ้าทำได้แล้วทำอะไรก็สำเร็จ

ฆ้องใหญ่ที่สุดในโลก
ที่วัดยังมีฆ้องใหญ่ที่สุดในโลก เป็นฆ้องที่มีเส้นผ่าศูนย์กลาง ๒๐ เมตร ความสูงจากพื้น ๒๖ เมตร มีลวดลายกนกลายไทย ตรงกลางมีธงกลุ่มประเทศอาเซียน ๑๐ ประเทศ ล้อมรอบ ตัดกับพื้นสีดำ แลดูสวยงาม สำหรับเสาสูง ๒๖ เมตร ทาสีแดง ลายไทย  เสาหลักและหลักยึดฆ้อง สร้างเสร็จแล้วทิ้งไว้ถึง ๒ ปีเพื่อให้มีความแข็งแรง

นอกจากนี้ ภายในวัด ยังมี วิหารแก้ว  ดอกไม้และกล้วยไม้ นานาพันธุ์ ให้เยี่ยมชม แต่เนื่องจากเวลาใกล้จะค่ำ แล้ว เกรงว่าจะไปวัดลำดับถัดไปไม่ทันก่อนพระอาทิตย์ตกดิน  คือ วัดสิรินธรวราราม ภูพร้าว


พิกัด GPS  วัดถ้ำคูหาสวรรค์  จังหวัดอุบลราชธานี  :     15.322688, 105.487764

แผนที่  วัดถ้ำคูหาสวรรค์  จังหวัดอุบลราชธานี  



การเดินทาง
จาก วัดมหาวนาราม  ทางด้านหลังเพื่อมาที่ถนนพโลรังฤทธิ์ เลี้ยวซ้ายไป ๙๕๐ เมตร พบสี่แยกเลี้ยวขวาเข้าสู่ถนนบูรพาใน ข้ามสะพานข้ามแม่น้ำมูล เข้าสู่ถนนนิวาสวิถี รวมระยะทาง ๔.๓ กิโลเมตร พบสามแยก เลี้ยวขวาเข้าสู่ ทางหลวงหมายเลข ๒๑๗ เดินทางต่อไปอีก ๔๑.๗ กิโลเมตร พบสามแยกเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข ๒๒๒๒ ไป ๓๑.๖ กิโลเมตร จะพบ วัดถ้ำคูหาสวรรค์ ทางด้านขวามือ

ขอบคุณ  ครับ  😄


ไหว้พระ ๙ วัด จังหวัดอุบลราชธานี 

วัดที่ ๑ วัดหนองป่าพง
วัดที่ ๒ วัดพระธาตุหนองบัว
วัดที่ ๓ วัดสระประสานสุข
วัดที่ ๔ วัดศรีอุบลรัตนาราม
วัดที่ ๕ วัดทุ่งศรีเมือง
วัดที่ ๖ วัดใต้ พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ
วัดที่ ๗ วัดมหาวนาราม
วัดที่ ๘ วัดถ้ำคูหาสวรรค์
วัดที่ ๙ วัดสิรินธรวราราม ภูพร้าว

สำหรับท่านที่ สนใจหาที่พักใน จังหวัดอุบลธานี  สามารถกดดูรายละเอียดที่  ลิงค์นี้  หรือ  ลิงค์นี้  ก็ได้ ครับ  (กรณีต้องการลงอำเภอ สามารถระบุใหม่ได้ ครับ)

เที่ยวไหนดี? ... ไหว้พระ ๙ วัด อุบลราชธานี วัดที่ ๗ วัดมหาวนาราม

เที่ยวไหนดี? ...  ไหว้พระ ๙ วัด  อุบลราชธานี  วัดที่ ๗ วัดมหาวนาราม 😀


ห่างจาก วัดใต้ พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ เพียงหนึ่งกิโลเมตรเศษ ก็มาถึง วัดมหาวนาราม ตั้งอยู่ที่ ๑๘๘ ถนนสรรพสิทธิ์ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี  ซึ่งเป็นพระอารามหลวง ชั้นตรี ชนิดสามัญ (ได้รับพระราชทานโปรดเกล้า ฯ ยกฐานะขึ้นเป็นพระอารามหลวง เมื่อวันที่ ๓๑ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๒๑)

พระวิหารพระเจ้าใหญ่อินทร์แปลง 
เดิมชาวบ้าน มักเรียก วัดมหาวนาราม ว่า วัดป่าใหญ่  วัดแห่งนี้ สร้างขึ้นโดย พระปทุมวรราชสุริยวงศ์(ท้าวคำผง - ต้นสายสกุล " ณ อุบล " ) เจ้าเมืองอุบลราชธานีคนแรก โดยสร้างภายหลังจาก วัดหลวง ซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำมูล แล้วเสร็จ  เนื่องจากต้องการหาสถานที่เหมาะแก่การปฏิบัติสมณธรรม  โดยได้ที่ดินผืนที่เหมาะสมแห่งนี้  ในป่าดงอู่ผึ้ง ห่างจากวัดหลวง มาทางทิศเหนือ ๑๐๐ เส้น มีหนองน้ำในบริเวณนั้นเรียกว่า "หนองสะพัง"  ได้เริ่มก่อตั้งสำนักสงฆ์ ในปี พ.ศ. ๒๓๒๒ ในชื่อ วัดป่าหลวงมณีโชติศรีสวัสดิ์  และได้หยุดการก่อสร้างชั่วคราว เนื่องจาก เจ้าเมืองถึงแก่อนิจกรรม

พระวิหารพระเจ้าใหญ่อินทร์แปลง (ด้านหน้า) 
เจ้าเมืองอุบลราชธานี คนที่ ๒ คือ พระพรหมวรราชสุริยวงศ์ (ท้าวทิดพรหม - ต้นสายสกุล " พรหมวงศานนท์ " )  เข้ามาดำเนินการก่อสร้างต่อ ในปี พ.ศ. ๒๓๔๘ จนสำเร็จในปี พ.ศ. ๒๓๕๐ ใช้ชื่อวัดว่า "วัดป่าหลวงมณีโชติ"  แต่ชาวบ้านมักเรียกว่า วัดหนองตะพังหรือหนองสระพัง ตามชื่อหนองน้ำที่อยู่ใกล้เคียง
พระวิหารพระเจ้าใหญ่อินทร์แปลง (ด้านข้าง) 
ในปี พ.ศ. ๒๔๘๔ มีการเปลี่ยนชื่อวัดเป็น วัดมหาวัน หรือ วัดป่าใหญ่ และอีกครั้งเป็น "วัดมหาวนาราม" ซึ่งยังคงมีความหมายเดิม  คือ "ป่าใหญ่"

พระเจ้าใหญ่อินทร์แปลง
พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่ พุทธศานสนิกชนต่างเลื่อมใส คือ พระเจ้าใหญ่อินทร์แปลง เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย รูปแบบศิลปะลาว ขนาดหน้าตักกว้างประมาณ ๓ เมตร สูงจากเรือนแท่นถึงเปลวพระโมลี ๕ เมตร ก่ออิฐถือปูน ลงรักปิดทอง ประดิษฐานอยู่ภายในวิหาร ซึ่งได้มีการสร้างขึ้นใหม่ครอบหลังเก่าที่ชำรุดทรุดโทรม โดยวิหารหลังเก่าได้รื้อออกในเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๐ 

พระวิหารพระเจ้าใหญ่อินทร์แปลง 
เมื่อเดินเข้าไปภายพระวิหาร ก็มีชาวบ้านมาทำบุญ สักการะพระเจ้าใหญ่อินทร์แปลง กันพอสมควร  สำหรับวัดมหาวนารามแห่งนี้ ถือว่าเป็นวัดเก่าแก่ที่มีอายุร่วม ๒๐๐ กว่าปี และยังมีประเพณีประจำปี ในช่วงวันเพ็ญเดือน ๕ (ประมาณเดือนเมษายน) ของทุกปี ซึ่งจะมีพิธีทำบุญตักบาตร เทศน์มหาชาติชาดก และสรงน้ำปิดทองพระเจ้าใหญ่อินแปลง  รวมถึงมีการจัดพิธีสวดมนต์ข้ามปี ในวัดที่ ๓๑ ธันวาคมของทุกปี เพื่อให้พุทธศาสนิกชนเข้าร่วม

ปัจจุบัน วัดมหาวนาราม ถือได้ว่าเป็นแหล่งรวมวิชาการการศึกษาพุทธศานาทุกระดับชั้น นักธรรม บาลี พระอภิธรรม ตัวธรรมใบลาน อบรมวิปัสสนากรรมฐาน เผยแผ่ศีลธรรม ศูนย์ศึกษาพุทธศาสนาวันอาทิตย์ รวมถึง ศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ในวัด

พระอุโบสถวัดมหาวนาราม (ตั้งอยู่ด้านข้างพระวิหารฯ)

หลังจากกราบสักการะเสร็จ ก็เดินทางต่อไปยังวัดลำดับที่ ๘ ของการเดินทางครั้งนี้ คือ วัดถ้ำคูหาสวรรค์

การเดินทาง 
จาก วัดใต้ พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนนเขื่อนธานี ไป ๗๐ เมตร พบสี่แยกเลี้ยวขวา เข้าสู๋ถนนเทพโยธี ไป ๙๐๐ เมตร พบสี่แยกเลี้ยวซ้ายเข้าถนนสรรพสิทธิ์ ไปอีกประมาณ ๗๐ เมตร จะพบวัดมหาวนารามทางด้านซ้ายมือ


พิกัด GPS  วัดมหาวนาราม  จังหวัดอุบลราชธานี  :     15.235168, 104.863367

แผนที่  วัดมหาวนาราม  จังหวัดอุบลราชธานี  



ขอบคุณ  ครับ  😄


ไหว้พระ ๙ วัด จังหวัดอุบลราชธานี 

วัดที่ ๑ วัดหนองป่าพง
วัดที่ ๒ วัดพระธาตุหนองบัว
วัดที่ ๓ วัดสระประสานสุข
วัดที่ ๔ วัดศรีอุบลรัตนาราม
วัดที่ ๕ วัดทุ่งศรีเมือง
วัดที่ ๖ วัดใต้ พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ
วัดที่ ๗ วัดมหาวนาราม
วัดที่ ๘ วัดถ้ำคูหาสวรรค์
วัดที่ ๙ วัดสิรินธรวราราม ภูพร้าว

สำหรับท่านที่ สนใจหาที่พักใน จังหวัดอุบลธานี  สามารถกดดูรายละเอียดที่  ลิงค์นี้  หรือ  ลิงค์นี้  ก็ได้ ครับ  (กรณีต้องการลงอำเภอ สามารถระบุใหม่ได้ ครับ)

เที่ยวไหนดี? ... ไหว้พระ ๙ วัด อุบลราชธานี วัดที่ ๖ วัดใต้ พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ

เที่ยวไหนดี? ...  ไหว้พระ ๙ วัด  อุบลราชธานี  วัดที่ ๖ วัดใต้ พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ 😀


จาก วัดทุ่งศรีเมือง มาเพียงไม่ถึงหนึ่งกิโลเมตร ก็มาถึง วัดใต้ พระเจ้าองค์ใหญ่ เป็นวัดที่ ตั้งอยู่  เลขที่ ๒ ถนนพรหมราช ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี  มีเนื้อที่ตั้งวัด ๙ ไร่ ๔๐ – ๓ – ๑๐ วา เดิมวัดนี้ ชื่อ วัดใต้ หรือ วัดใต้เทิง  ซึ่งเป็นวัดที่มีความเก่าแก่คู่กับเมืองอุบลราชธานี  ภายหลังมีการเปลี่ยนชื่อจาก วัดใต้  เพื่อสื่อถึงพระประธานภายในโบสถ์ คือ "พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ"

ภายในบริเวณวัดใต้ พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ
พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย เนื้อทองสำริด พระประธานประจำอุโบสถวัดใต้ พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ  หน้าตักกว้าง ๕๑ นิ้ว สูง ๘๕ นิ้ว (รวมฐาน) เป็นพระพุทธรูปที่สวยงาม  สร้างขึ้นในรัชสมัย สมเด็จพระเจ้าอภัยพุทธบวร ไชยเชษฐาธิราช หรือ พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช มหาราชผู้ครองอาณาจักรล้านนาและล้านช้าง  พระองค์เป็นผู้ศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา จึงทำให้ ศาสนาพุทธในรัชสมัยของพระองค์เจริญรุ่งเรือง  ในช่วงรัชสมัยของพระองค์ มีการอัญเชิญ พระแก้วมรกต และ พระพุทธสิหิงค์ (พระสิงค์) ไปประดิษฐานที่เมืองเวียงจันทน์ มีการก่อสร้างพระธาตุต่างๆ มาก เช่น พระธาตุหลวง, พระธาตุบังพวน, พระธาตุอิงรัง, พระธาตุศรีสองรัก เป็นต้น รวมถึงทรงปฏิสังขรณ์พระธาตุพนม  อีกทั้งยังมีการสร้างพระพุทธรูปสำคัญต่างๆ มากมาย อาทิ เช่น  พระเจ้าองค์ตื้อ, พระเสริม, พระสุก, พระใส, พระอินทร์แปลง, พระองค์แสน  เป็นต้น  ซึ่งบางองค์ได้ถูกอัญเชิญมาประดิษฐานในถิ่นอีสาน

ภายในพระอุโบสถ
สำหรับพระเจ้าองค์ตื้อที่สร้างขึ้น ในรัชสมัยของ พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช นั้น ว่ากันว่า มีทั้งสิ้น ๕ องค์ ซึ่งองค์หนึ่งประดิษฐานที่ประเทศลาว และ ประดิษฐานในประเทศไทย ๔ องค์  ดังนี้
๑. พระเจ้าองค์ตื้อ ที่วัดใต้ ในเมืองอุบลราชธานี
๒. พระเจ้าองค์ตื้อ ที่วัดปากแซง อำเภอนาตาล จังหวัดอุบลราชธานี
๓. พระเจ้าองค์ตื้อ ที่วัดสีชมพู อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย
๔. พระเจ้าองค์ตื้อ ที่วัดสวนดอก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่

เดิมพระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ ที่วัดใต้เทิง นี้ ประดิษฐานอยู่บนแท่นพระอุโบสถหลังเก่า ฐานรองรับสูง ๗๐ เซนติเมตร สร้างแบบง่ายๆ  องค์พระถูกปอมพอกปิดไว้ในช่วงเกิดสงคราม ซึ่งชาวบ้านผู้ศรัทธา ไม่อยากให้พระองค์นี้ ถูกข้าศึกศัตรูขนไป  ภายหลังพระอุโบสถหลังเก่าทรุดโทรมลง และทิ้งเป็นวัดร้างร่วม ๒๐๐ ปี    ทำให้พระเจ้าองค์ตื้ออยู่กลางแจ้ง เป็นเวลานาน จึงเกิดรอยแตกที่ทำให้เห็นเนื้อทองสำริด

พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ (พระประธาน เนื้อทองสัมฤทธิ์)
วัดใต้เทิง ได้จดทะเบียนเป็นทางการเมื่อวันที่ ๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๓๒๒ และได้รับวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๔๑  รศ. ๑๑๗  โดยมี ท้าวสิทธิสาร กับ เพี้ยเมืองแสน และราษฎร ได้กราบบังคมทูลพระกรุณาขอเป็นวิสูงคามสีมา ตามประกาศในราชกิจจานุเบกษา  ที่ ๑๐๓/๓๗๘ (ตราประทับอักษรขอม) ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕)

ในปี พ.ศ. ๒๕๐๗ -๒๕๐๘  พระภิกษุสวัสดิ์ ทสฺสนีโย ปัจจุบันเป็นเจ้าอาวาสวัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ รูปที่ ๑๓ และเป็นเจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี คณะสงฆ์ภาค ๑๐  ได้ทำการก่อสร้างพระอุโบสถหลังใหม่ขึ้น ร่วมกับพระภิกษุ-สามเณร พุทธศาสนิกชนต่างๆ  แล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๙   หลังจากสร้างฐานแท่นพระพุทธรูปพระประธานเสร็จจึงอัญเชิญพระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ  ขึ้นประดิษฐาน

จิตรกรรมฝาผนังภายในโบสถ์
คำว่า “ตื้อ” หมายถึง หน่วยมาตรานับของชาวล้านนา หรือภาคอีสาน เช่น หลักหน่วย, สิบ, ร้อย, พัน, หมื่น, แสน, ล้าน, โกฏิ (๑๐ ล้าน), ตื้อ, อสงไขย (มากจนนับไม่ถ้วน หรือ โกฏิยกกำลัง ๒๐)     พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ นี้เกิดจากการที่พุทธศาสนิกชนได้นำ ทองคำ เงิน นาก สัมฤทธิ์ จำนวนมากหล่อเป็นพระพุทธรูปที่งดงาม จนหาค่าประมาณมิได้ โดยองค์พระหนักเก้าแสนบาท


 เมื่อมาถึงวัดได้เดินโดยรอบๆ ภายในพื้นที่วัดค่อนข้างมีจำกัด  จอดรถได้ไม่มากนัก เดินโดยรอบและเข้าไปภายในพระอุโบสถ  โดยในโบสถ์นี้ ทางวัดได้มีการทำการบูรณะบางอย่างอยู่ ซึ่งมีการคลุมผ้าที่บริเวณ พระประธาน และเปิดหน้าต่างภายในโบสถ์ โดยรอบ  ภาพจิตรกรรมฝาผนังเป็นภาพพุทธประวัติ ด้านหลังพระประธานเป็นภาพต้นศรีมหาโพธิ์   ภายนอกพระอุโบสถ ยังมี มณฑปเพชรเจ็ดแสงพระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ, ท้าวจตุคามรามเทพ และอื่นๆ  


พิกัด GPS  วัดใต้ พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ จังหวัดอุบลราชธานี  :     15.227255, 104.866283

แผนที่  วัดใต้ พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ  จังหวัดอุบลราชธานี  



การเดินทาง

จาก วัดทุ่งศรีเมือง  เลี้ยวขวาไปถนนหลวง เดินทางไป ๒๔๐ เมตร ถึงสี่แยก ถนนหลวงตัดกับถนนเขื่อนธานี เลี้ยวซ้ายไปอีก ๕๐๐ เมตร จะพบ วัดใต้ พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ ทางด้านขวามือ

ขอบคุณ  ครับ  😄


ไหว้พระ ๙ วัด จังหวัดอุบลราชธานี 

วัดที่ ๑ วัดหนองป่าพง
วัดที่ ๒ วัดพระธาตุหนองบัว
วัดที่ ๓ วัดสระประสานสุข
วัดที่ ๔ วัดศรีอุบลรัตนาราม
วัดที่ ๕ วัดทุ่งศรีเมือง
วัดที่ ๖ วัดใต้ พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ
วัดที่ ๗ วัดมหาวนาราม
วัดที่ ๘ วัดถ้ำคูหาสวรรค์
วัดที่ ๙ วัดสิรินธรวราราม ภูพร้าว

สำหรับท่านที่ สนใจหาที่พักใน จังหวัดอุบลธานี  สามารถกดดูรายละเอียดที่  ลิงค์นี้  หรือ  ลิงค์นี้  ก็ได้ ครับ  (กรณีต้องการลงอำเภอ สามารถระบุใหม่ได้ ครับ)

เที่ยวไหนดี? ... ไหว้พระ ๙ วัด อุบลราชธานี วัดที่ ๕ วัดทุ่งศรีเมือง

เที่ยวไหนดี? ...  ไหว้พระ ๙ วัด  อุบลราชธานี  วัดที่ ๕ วัดทุ่งศรีเมือง 😀

ออกจาก วัดศรีอุบลรัตนาราม ห่างเพียงหนึ่งกิโลเมตร ก็ถึง วัดทุ่งศรีเมือง ตั้งอยู่เลขที่  ๙๕  ถนนหลวง ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี   ที่วัดแห่งนี้ มี หอไตรกลางน้ำ อายุราว ๑๕๐ ปี เป็นโบราณสถานสำคัญ ซึ่งเป็นศิลปะแบบผสมผสาน ระหว่าง ศิลปะล้านช้าง, ศิลปะพม่า, ศิลปะไทยสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ตอนต้น

หอไตรกลางน้ำ
วัดทุ่งศรีเมือง สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นเมื่อ พุทธศักราช ๒๓๕๖ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒  ในสมัยที่สมเด็จกรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ ข้าหลวงต่างพระองค์ ได้ตกลงกับเจ้าของที่ดินหลายคน ในการยกที่ดิน ให้กับทางราชการ  ซึ่งชาวบ้านมักเรียกที่ดินดังกล่าว ว่า "ทุ่งศรีเมือง" ใช้ในการจัดงานพระราชพิธี, งานสำคัญต่างๆของบ้านเมือง รวมถึง ประเพณีเผาศพ แบบ  ดั้งเดิม สำหรับ ราชสกุลที่มีมาแต่เชียงรุ้งแสนหวีฟ้า, เจ้านายชั้นสูง, พระเถรจารย์ เป็น พิธีเผาศพ โดยอัญเชิญศพ ขึ้นเมรุที่สร้างเป็นรูปนกหัสดีลิงค์ หรือนักสักกะไดลิงก์ แล้วชักลากออกไปบำเพ็ญกุศลที่ทุ่งศรีเมือง จำนวน ๓ วัน จึงประกอบพิธีเผาศพ มีการทำเรื่อยมาจนถึงปี พ.ศ. ๒๔๔๘ แล้วหยุดไป จนมีการรื้อพื้นประเพณีนี้อีกครั้ง ในปี พ.ศ ๒๕๕๘    สำหรับวัดทุ่งศรีเมือง ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของทุ่งศรีเมือง มีพื้นที่ ๑๙ ไร่ ๒ งาน ๒๓ ตารางวา

ในรัชสมัยสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้แต่งตั้ง เจ้าคุณพระอริยาวงศาจารย์ญาณวิมล อุบลสังฆปาโมกข์ (สุ้ย หลักคำ) [อยู่ในช่วงประมาณปีพ.ศ. ๒๓๓๐ - ๒๓๙๐]  แห่งวัดป่าแก้วมณีวัน  หรือวัดป่าน้อยในปัจจุบัน มาเป็น ผู้ปกครองคณะสงฆ์เมืองอุบลราชธานี และเสริมสร้างระบบการศึกษา  ท่านเคยพำนักอยู่ที่วัดสระเกศ ในช่วงที่มีการบูรณะสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ภายในวัดสระเกศ


หอไตรกลางน้ำ และ ศาลาการปรียญ
พระอุโบสถหรือหอพระบาทและพระพุทธบาทจำลอง

ครั้นเมื่อท่านมาถึงเมืองอุบลราชธานี  ท่านได้เริ่มการก่อสร้าง พระอุโบสถหรือหอพระบาท มีความกว้าง ๖ เมตร ยาว ๑๓ เมตร หลังคาทรงไทยศิลปะเวียงจันทน์ ต่อมาได้พูนดินบริเวณลานหอพระพุทธบาทเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำท่วมในฤดูฝน โดยได้สร้างเป็นเขื่อนกำแพงแก้วหอพระพุทธบาท เป็นสองชั้นรอบๆพระพุทธบาท กำแพงมีขนาด กว้าง ๒๓ เมตร ยาว ๓๒ เมตร ซึ่งการพูนดินทำเหมือนเป็นฐานรองรับหอพระพุทธบาท  ส่วนดินที่นำมาพูนนั้น ขุดจากสระด้านทิศเหนือ ทำให้มีขนาดกว้าง ๑๓ เมตร ยาว ๒๔ เมตร ลึก ๓ เมตร  ภายหลัง ได้สร้างหอไตรไว้กลางสระแห่งนี้   แต่ดินจากสระนี้ ไม่พอสำหรับการพูนดิน จึงมีการขุดสระเพิ่มขึ้นในขนาดเดียวกัน  ทางด้านทิศตะวันตกของวัด สระนี้เรียกว่า "สระหนองหมากแซว" เพราะมีต้นหมากแซวใหญ่ต้นหนึ่งอยู่ข้างสระ   ภายในพระอุโบสถแห่งนี้ มีพระพุทธบาทจำลอง

พระเจ้าใหญ่องค์เงิน
พระพุทธรูปปางมารวิชัย ซึ่งเป็นพระประธาน ศิลปะอีสาน (ช่วงรัตนโกสินทร์ตอนต้น)  องค์พระสร้างจากเนื้อเงิน แต่ถูกสีทองปิดทับมาก่อน ประดิษฐานภายในหอพระบาท ไม่ปรากฎประวัติการสร้างที่แน่นอน สันนิษฐานว่าหลังจากหอพระบาทแล้วเสร็จ


หอไตรกลางน้ำ
หลังจากพระอุโบสถแล้วเสร็จ เจ้าคุณพระอริยาวงศาจารย์ฯ ได้ให้ ญาคูช่าง สร้างหอไตรไว้ตรงกลางสระแรกที่ขุด เพื่อใช้เป็นที่เก็บรักษาพระไตรปิฎก สมุดข่อย ใบลาน ความรู้พื้นบ้านต้างๆ ไม่ให้แห้งกรอบ และไม่ให้ปลวกกัดแทะ กาลเวลาผ่านไปเนิ่นาน หอไตรเริ่มทรุดโทรม จึงมีการบูรณะในปี พ.ศ. ๒๕๒๐ และหอไตรหลังนี้ ได้รับรางวัลอนุรักษ์สถาปัตยกรรมดีเด่นจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามมงกุฎราชกุมารี  ขนาดของหอไตร กว้าง ๘.๒๐ เมตร ยาว ๙.๘๕ เมตร เป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า สูงทั้งหมดถึงยอดหลังคา ๑๐ เมตร อาคารยกพื้นสูงใต้ถุนโปร่ง หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ด้านหน้ามีสะพานไม้ทอด ชั้นหลังคาประดับช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์  ภายในหอไตรตรงกลางมีกั้นผนัง ยกพื้นสูงอีกชั้นหนึ่งสำหรับเป็นห้องเก็บพระไตรปิฎก

ส่วนหน้าบันของหอไตร เป็นงานไม้จำหลักลวดลายพรรณพฤกษา  ระหว่างชั้นลดของหน้าบันมีลวดลายกระจังฐานพระ กรอบหน้าบันประดับด้วยช่อฟ้า ใบระกา นาคสะดุ้ง และหางหงส์   ส่วนคันทวย ณ บริเวณประตูทางเข้าจำหลักเป็นรูปเทพนม  ส่วนบริเวณอื่นๆ โดยรอบหอไตรเป็นรูปพญานาค

หอไตร
พระเจ้าใหญ่ศรีเมือง
ในปี พ.ศ. ๒๔๕๘ พระครูวจีสุนทร เจ้าคณะอำเภอม่วงสามสิบ และ ท่านพระครูวิโรจน์รัตโนบล เป็นเจ้าอาวาส ได้พาพระเณร  ได้ริเริ่มทำพลับพลา โดยการตัดเสาศาลาการเปรียญที่คำน้ำแซบ วัดวารินทรารามในปัจจุบัน   เมื่อตัดเสาได้แล้ว ก็สร้างล้อลากลงแม่น้ำมูลข้ามมา เพื่อที่จะมาสร้างศาลาการเปรียญ ที่วัดทุ่งศรีเมือง  และได้มีการเชิญชวนพุทธศาสนิกชน มาช่วยกัน จนเสร็จ ขณะนั้น วัดเหนือท่า เป็นวัดร้าง ทางราชการจะสร้างเป็นสถานีอนามัย  ซึ่งที่วัดเหนือท่า มี พระเจ้าใหญ่ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ขนาดหน้าตักกว้าง ๒.๓๙ เมตร  เป็นพระพุทธรูปเก่าแก่ที่มีประวัติว่าสร้างขึ้น พร้อมกับการสร้างเมืองอุบลราชธานี สร้างในยุคสมัยเดียวกัน “พระเจ้าองค์หลวง” ซึ่งประดิษฐานไว้ที่วัดหลวง อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี 

พระเจ้าใหญ่ ประดิษฐานอยู่ในศาลาการเปรียญวัดเหนือท่า อยู่ในสภาพทรุดโทรม และไม่มีพระสงฆ์ อยู่ดูแล   พระครูวิโรจน์รัตโนบล พร้อมญาติโยม จึงไปอัญเชิญ มาเป็นพระประธานที่ศาลาการเปรียญวัดทุ่งศรีเมือง แล้วทำการบูรณะซ่อมแซมเศียรพระเจ้าใหญ่ศรีเมืองที่ชำรุด ขึ้นมาใหม่   โดยจำลองให้คล้ายกับ “พระเหลาเทพนิมิต” ที่วัดพระเหลาเทพนิมิต อำเภอพนา จังหวัดอำนาจเจริญ

ช่วงที่ไปมีพิธีการทางศาสนาอยู่ จึงไม่ได้เก็บภาพในส่วนต่างๆ  นอกจาก หอไตรเป็นหลัก    วัดทุ่งศรีเมืองจึงเป็นวัดที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์เมืองอุบลราชธานี 

สำหรับวัดลำดับถัดไป คือ วัดใต้ พระเจ้าองค์ใหญ่


การเดินทาง
จาก วัดศรีอุบลรัตนาราม  มาที่ วัดทุ่งศรีเมือง โดยออกจากวัดศรีอุบลรัตนาราม เลี้ยวขวาเข้าสู่ถนนศรีณรงค์  ไป ๖๐๐ เมตร (มีผ่านสี่แยก) เลี้ยวซ้ายไป ๑๑๐ เมตร เลี้ยวซ้ายและเลี้ยวขวา ก็จะถึงวัดทุ่งศรีเมือง



พิกัด GPS  วัดทุ่งศรีเมือง  จังหวัดอุบลราชธานี  :     15.229978, 104.861110

แผนที่  วัดทุ่งศรีเมือง  จังหวัดอุบลราชธานี  



ขอบคุณ  ครับ  😄


ไหว้พระ ๙ วัด จังหวัดอุบลราชธานี 

วัดที่ ๑ วัดหนองป่าพง
วัดที่ ๒ วัดพระธาตุหนองบัว
วัดที่ ๓ วัดสระประสานสุข
วัดที่ ๔ วัดศรีอุบลรัตนาราม
วัดที่ ๕ วัดทุ่งศรีเมือง
วัดที่ ๖ วัดใต้ พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ
วัดที่ ๗ วัดมหาวนาราม
วัดที่ ๘ วัดถ้ำคูหาสวรรค์
วัดที่ ๙ วัดสิรินธรวราราม ภูพร้าว

สำหรับท่านที่ สนใจหาที่พักใน จังหวัดอุบลธานี  สามารถกดดูรายละเอียดที่  ลิงค์นี้  หรือ  ลิงค์นี้  ก็ได้ ครับ  (กรณีต้องการลงอำเภอ สามารถระบุใหม่ได้ ครับ)

เที่ยวไหนดี? ... ไหว้พระ ๙ วัด อุบลราชธานี วัดที่ ๔ วัดศรีอุบลรัตนาราม

เที่ยวไหนดี? ...  ไหว้พระ ๙ วัด  อุบลราชธานี  วัดที่ ๔ วัดศรีอุบลรัตนาราม 😀

มาถึงวัดที่ ๔  ซึ่งก่อนหน้านี้ เราไปเที่ยว วัดต่างๆ ตามลำดับ ดังนี้ วัดหนองป่าพง  และ  วัดพระธาตุหนองบัว   วัดลำดับที่ ๓ คือ วัดสระประสานสุข  สำหรับวัดแห่งนี้ คือ วัดศรีอุบลรัตนาราม อยู่ห่างจากวัดสระประสานสุข ประมาณ ๘ กิโลเมตร และยังอยู่ในอำเภอเมืองอุบลราชธานี

ด้านข้างโบสถ์
วัดศรีอุบลรัตนาราม เป็นวัดอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ มีพระคู่บ้านคู่เมือง จังหวัดอุบลราชธานี คือ  พระแก้วบุษราคัม  เป็นพระพุทธรูปอัญมณี (ปางมารวิชัย รูปแบบศิลปะล้านช้าง) ซึ่งอยู่ในตระกูลมณีนพเก้า   ดั่ง คำกลอนโบราณ ที่ได้กล่าวไว้ คือ "เพชรดีมณีแดง เขียวแสงใสมรกต เหลืองใสสดบุษราคัม แดงแก่ก่ำโกเมนเอก สีหมอกเมฆนิลกาฬ มุกดาหารหมอกมัว แดงสลัวเพทาย สังวาลย์สายไพฑูรย์"  ซึ่งมณีนพเก้าตามโบราณกาล  มีระบุว่า แต่ละชนิดของอัญมณี มีความเป็นสิริมงคลแตกต่างกัน ดังนี้

๑. เพชร ส่งเสริมให้เป็นผู้ที่ยิ่งใหญ่ มีชัยแก่ศัตรู ร่ำรวย,
๒. ทับทิม (มณี)  มีความเป็นสิริมงคลคือ ความสำเร็จ ลาภยศ อายุยืน
๓. มรกต นำมาซึ่ง ความศรัทธา กล้าหาญ ป้องกันภัยอันตรายทั้งปวง
๔. บุษราคัม ส่งเสริมให้ มีเสน่ห์เป็นที่รัก
๕. โกเมน นำมาซึ่ง สุขภาพดี อายุยืนนาน
๖. ไพลิน (นิลกาฬ )  เป็นมงคลทางด้าน ความรัก ความเมตตากรุณา ความร่ำรวย
๗. มุกดาหาร สิริมงคลอันอุดมด้วย ความบริสุทธิ์ ร่มเย็น และชนะแก่ศัตรู
๘.  เพทาย ส่งเสริมให้มี ความร่ำรวย ชนะคดีความ
๙. ไพฑูรย์  มีความเป็นสิริมงคล ทางด้าน เทวดาคุ้มครอง ป้องกันฟืนไฟ

สำหรับบุษราคัม เป็นอัญมณีประเภทคอรันดัมที่มีสีเหลือง 

วัดศรีอุบลรัตนาราม เดิมชื่อ วัดศรีทอง สร้างขึ้นในรัชสมัยพระสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔  ปี รัตนโกสินทร์ศกที่ ๗๔ แห่งราชวงศ์จักรี  (พุทธศักราช ๒๓๙๘ เป็นปีนักษัตรเถาะ)  เป็นวัดในสายธรรมยุตแห่งที่ ๒ ของภาคอีสาน   โดย เจ้าอุปฮาดโท (ต้นตระกูล ณ อุบล) มีจิตศรัทธาบริจาคที่ดินประมาณ ๒๕ ไร่ สำหรับสร้างวัด  ซึ่งในระหว่างพิธีการถวายที่ดินต่อหน้าพระเถระ  ในยามราตรีของวันนั้น เกิดนิมิตประหลาดขึ้น คือมีแสงสว่างพวยพุ่งขึ้นเป็นสีเหลืองทองภายในบริเวณสวนแห่งนั้น จึงได้ถือนิมิตมงคลนี้ ตั้งชื่อวัดว่า "วัดศรีทอง"

ในปี พ.ศ. ๒๓๙๘  เริ่มมีก่อสร้างกุฏิ วิหาร ศาลการเปรียญ  โดยคณะสงฆ์ที่มีท่านเทวธัมมี (ม้าว)  เจ้าอาวาสรูปแรก ซึ่งเป็นพระเถระที่ได้รับความเคารพยำเกรง จากพระภิกษุ สามเณร ข้าราชการ ตลอดจนประชาชน ในยุคสมัยนั้น  ในที่วัดศรีอุบลรัตนารามแห่งนี้ ยังใช้เป็นที่ทำพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา

ด้านหน้าพระอุโบสถ
ครั้นในปี พ.ศ. ๒๕๑๑  พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลที่ ๙) และสมเด็จพระบรมราชินีนาถ เสด็จมาประกอบพิธีฉลองสมโภชฝังลูกนิมิตร และยกช่อฟ้าพระอุโบสถ  ซึ่งสร้างตามแบบพระอุโบสถวัดเบญจมบพิตรฯ กรุงเทพฯ   ทางวัดจึงได้ทูลเกล้าถวายพระอุโบสถหลังนี้ ให้อยู่ในพระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี และทรงขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต เปลี่ยนชื่อจากวัดศรีทองเป็น "วัดศรีอุบลรัตนาราม" ตามนามขององค์อุปถัมภ์

ภายในโบสถ์
วัดศรีอุบลรัตนาราม แห่งนี้ เคยเป็นที่บรรพชาอุปสมบทของพระเถระผู้ใหญ่ทั้งฝ่ายคันธุระและวิปัสนาธุระหลายรูป มีพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท), สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสฺโส), พระอาจารย์ทา โชติปาโล, พระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล, พระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต, พระปัญญาพิศาลเถร (หนู ฐิตปญฺโญ), สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (สนั่น จนฺทปชฺโชโต), พระพรหมมุนี (บู่ สุจิณฺโณ) เป็นต้น

พิพิธภัณฑ์ ศรีอุบลรัตนาราม
เมื่อเดินเข้ามาในวัด ก็เดินเข้าไปเยี่ยมชม พิพิธภัณฑ์ศรีอุบลรัตนาราม (อยู่ทางด้านขวามือ) เป็นที่เก็บรวมโบราณวัตถุต่าง ที่สำคัญ ซึ่งบางชิ้นยังคงมีความงดงามทางศิลปะอยู่  ทางพิพิธภัณฑ์ ขอความร่วมมือ ในการไม่ให้ถ่ายภาพ จึงไม่ภาพมาให้ชม ครับ 😄    หลังจากเยี่ยมชม เสร็จ ทางด้านหน้าของพิพิธภัณฑ์ จะมีศาลาเก็บอัฐธาตุ ของ  พระภาวนาวิศาลเถร (หลวงปู่บุญมี โชติปาโล) เจ้าอาวาสวัดสระประสานสุข

ภายใน ศาลาเก็บอัฐธาตุ
พระภาวนาวิศาลเถร (หลวงปู่บุญมี โชติปาโล)
เถรจารย์ อดีตเจ้าอาวาสวัดสระประสานสุข

พระแก้วบุษราคัม

เดินเข้ามาในพระอุโบสถ รู้สึกเย็น สบาย หน้าต่างประดับด้วยกระจกสี ภายในโบสถ์ มีพระประธานเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย  เมื่อสังเกตุดีๆ ก็จะพบพระแก้วบุษราคัม ตั้งอยู่ด้านหน้า พระองค์ใหญ่ เป็นสีเหลือง วาวใส เมื่อต้องแสง จากภายนอก

ภายในพระอุโบสถ
พระแก้วบุษราคัม มีขนาดหน้าตักกว้าง ๓ นิ้ว สูง ๕ นิ้ว สร้างขึ้นในช่วงความเลื่อมใส และศรัทธา โดยการสร้างพระพุทธรูปจากมณีนพเก้า  เกี่ยวเนื่องมาจาก พระเจ้าพรหมมหาราช แห่งโยนกเชียงแสนนครเงินยาง มีพระแก้วมรกตไว้ในพระนคร  ส่งผลให้เจ้านายตามนครต่างๆ สร้างพระพุทธรูปไว้ในนครของตน ซึ่งอยู่ในช่วงสมัยเดียวกับการสร้าง พระแก้วโกเมน (ปัจจุบันประดิษฐานที่วัดมณีวนาราม (วัดป่าน้อย)  จังหวัดอุบลราชธานี)

ภายในพระอุโบสถ (มุมมองกว้างขึ้น)
แต่เดิมพระแก้วบุษราคัมเป็นสมบัติของเจ้าปางคำ ราชวงศ์จากเมืองเชียงรุ้งแสนหวีฟ้า เป็นสมบัติตกทอดมาถึง พระเจ้าตาผู้เป็นลูก จากนั้น ในปี  พ.ศ.๒๓๑๔ เกิดสงคราม ทางเมืองเวียงจันทน์ยกทัพมาตี พระเจ้าตาถึงอสัญกรรมในสนามรบ  ทำให้ เจ้าพระวอ และท้าวคำผง อพยพหนีมาสร้างบ้านที่บ้านดอนมดแดง จ.อุบลราชธานี พร้อมอัญเชิญพระแก้วบุษราคัมมาด้วย มาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร พระเจ้ากรุงธนบุรี ได้มีการสร้างวัดหลวงใช้ประดิษฐานพระแก้วบุษราคัม

พระประธานในโบสถ์
เมื่อถึงรัชสมัยรัชกาลที่ ๕  ได้มีการปฏิรูปการปกครอง โดยมีการส่งข้าหลวงมากำกับดูแลงานตามหัวเมือง ทำให้ เจ้าราชบุตรหนูคำ (เจ้าเมืองสมัยนั้น) เกรงว่าข้าหลวงจะนำสิ่งสำคัญต่างๆ ของบ้านเมืองไปเป็นของตน จึงนำพระแก้วบุษราคัมออกจากวัดหลวงไปเก็บซ่อนไว้ที่บ้านวังกางฮุง

พระแก้วบุษราคัม
จนกระทั่งพระอุปฮาชโท สร้างวัดศรีทอง โดยมีท่านเทวธัมมี  เป็นเจ้าอาวาส  พระอุปฮาชโทจึงไปอัญเชิญพระแก้วบุษราคัมมา ประดิษฐานเป็นพระพุทธรูปสำคัญประจำวัด

ที่วัดมีประเพณีสรงน้ำพระแก้วบุษราคัม ในช่วงสงกรานต์ของทุกปี  และโบสถ์เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าสักการะได้ในช่วงเวลาแปดโมงเช้า ถึง ห้าโมงเย็น (๘:๐๐ - ๑๗:๐๐ น.)

สำหรับวัดลำดับที่ ๕ ที่จะไป คือ วัดทุ่งศรีเมือง


การเดินทาง

ออกจากวัดสระประสานสุข เลี้ยวซ้าย ๑๒๐ เมตร พบสามแยกแรกเลี้ยวซ้ายไป ๑๗๐ เมตร พบสี่แยกเลี้ยวซ้ายและเลี้ยวขวา เมื่อถึงสามแยกแรก เลี้ยวซ้ายจนสุดทางเป็นสามแยก แล้วเลี้ยวซ้ายกับขวาที่สามแยกแรก เลี้ยวขวา ไปประมาณ ๑ กิโลเมตร จะพบสี่แยก เลี้ยวซ้าย เข้าสู่ถนนสุขาสงเคราะห์ ขับไป ๑.๔ กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายเพื่อบรรจบกับซอยชยางกรู ๒๑ ขับเรื่อยมาออกสู่ถนนชยางกรู เลี้ยวซ้าย แล้วตรงมา ๓ กิโลเมตร พบสี่แยก ถนนศรีณรงค์ตัดกับถนน โชคชัย-เดชอุดม เลี้ยวขวา ไป ๖๐ เมตร จะพบวัดศรีอุบลรัตนาราม อยู่ทางขวามือ


พิกัด GPS  วัดศรีอุบลรัตนาราม  จังหวัดอุบลราชธานี  :     15.228063, 104.855998

แผนที่  วัดศรีอุบลรัตนาราม  จังหวัดอุบลราชธานี  



ขอบคุณ  ครับ  😄


ไหว้พระ ๙ วัด จังหวัดอุบลราชธานี 

วัดที่ ๑ วัดหนองป่าพง
วัดที่ ๒ วัดพระธาตุหนองบัว
วัดที่ ๓ วัดสระประสานสุข
วัดที่ ๔ วัดศรีอุบลรัตนาราม
วัดที่ ๕ วัดทุ่งศรีเมือง
วัดที่ ๖ วัดใต้ พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ
วัดที่ ๗ วัดมหาวนาราม
วัดที่ ๘ วัดถ้ำคูหาสวรรค์
วัดที่ ๙ วัดสิรินธรวราราม ภูพร้าว

สำหรับท่านที่ สนใจหาที่พักใน จังหวัดอุบลธานี  สามารถกดดูรายละเอียดที่  ลิงค์นี้  หรือ  ลิงค์นี้  ก็ได้ ครับ  (กรณีต้องการลงอำเภอ สามารถระบุใหม่ได้ ครับ)

เที่ยวไหนดี? ... ไหว้พระ ๙ วัด อุบลราชธานี วัดที่ ๓ วัดสระประสานสุข

เที่ยวไหนดี? ...  ไหว้พระ ๙ วัด  อุบลราชธานี  วัดที่ ๓  วัดสระประสานสุข 😀


หลังจากไปที่ วัดหนองป่าพง  และ  วัดพระธาตุหนองบัว   วัดลำดับที่ ๓ คือ วัดสระประสานสุข ณ วัดแห่งนี้ มีโบสถ์ที่เป็นรูปเรือสุพรรณหงส์ และวิหารกลางน้ำที่เป็นรูปเรือ  ระยะห่าง ๖ กิโลเมตร เมื่อเข้ามาประตูวัดจะเป็นซุ้มประตูรูปองค์พระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ ๓ เศียร  และจะพบโบสถ์เป็นรูปเรือสุพรรณหงส์ (ทางด้านหลัง) มีฝีพายอยู่ตามแนวลำเรือ  ซึ่งสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๙  มีพญานาค ๗ เศียร บนกำแพงพระอุโบสถ สร้างตามความยาวโบสถ์

ป้ายวัดสระประสานสุข
โบสถ์เรือสุพรรณหงส์ (ถ่ายทางด้านท้ายเรือ)
สำหรับวัดสระประสานสุข เดิมชาวบ้านเรียกกันว่า "วัดบ้านนาเมือง" สร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๐ สร้างโดย เจ้าอาวาสวัดศรีทอง หรือวัดศรีอุบล (ในขณะนั้น)  คือ ท่านพระศาสนดิลก (ชิตเสโน) (เสน)  เป็นผู้ริเริ่ม

หลวงปู่บุญมี ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาส ในปี พ.ศ. ๒๔๘๐ ท่านจึงเริ่มมีโครงการวางแผนการก่อสร้าง บนที่ดินวัดประมาณ ๗๕ ไร่  เริ่มมีการสร้างถาวรวัตถุ เรื่อยมา ในปี พ.ศ. ๒๕๑๕ (สร้างศาลาการเปรียญขนาดใหญ่)  ที่วัดแห่งนี้ ยังมีหอระฆังสูง ๕ ชั้น  ที่สวยงาม (สร้างปีพ.ศ. ๒๕๓๒)     วัดสระประสานสุข แห่งนี้ ได้รับพระราชทานวิสุงคามเสมา เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๕ เขตวิสุงคามสีมา กว้าง ๔๐ เมตร ยาว ๘๐ เมตร  สำหรับเจ้าอาวาสที่วัดมี ๒ รูป คือ  อาจารย์ทองดี องค์ที่ ๒ เจ้าคุณภาวนาวิสารเถร (หลวงปู่บุญมี โชติปาโล) ซึ่งเป็นพระเถรจารย์ทางอีสาน ในสายวิปัสสนาธุระ

ทางอีกฝั่งของโบสถ์ มีพระพุทธรูป องค์ใหญ่


วิหารนาคราช ๕ เศียร
ผ่านจากพระอุโบสถไปด้านในจะพบ วิหารนาคราช ๕ เศียร กลางน้ำ มีทางเข้าออก ๒ ทาง ช่วงหน้าฝนปริมาณน้ำสูงก็จะเหมือนกับเรือลอยอยู่กลางน้ำ  และไม่เห็นรอยคราบน้ำบนเนื้อปูนที่เป็นส่วนใต้ท้องเรือ เมื่อเดินเข้าไปในวิหาร ก็มีพระพุทธรูปสีทอง  ปางมารวิชัย อยู่ภายในวิหาร

พระพุทธรูป ภายในวิหารนาคราช ๕ เศียร
วิหารนาคราช กลางน้ำ
ด้านข้างวิหารกลางน้ำ
วัดสระประสานสุขเป็นวัดที่มีพุทธศาสนิกชน ในจังหวัดอุบลราชธานีและจังหวัดใกล้เคียง เลื่อมใสจำนวนมาก ภายในวัดยังมี พระประธานปางนาคปรก ขนาดใหญ่ ประดิษฐานในศาลาการเปรียญ, รูปเหมือนหลวงปู่บุญมี และรวมถึงพิพิธภัณฑ ์หลวงปู่บุญมี โชติปาโล ซึ่งมีขนาดใหญ่อยู่ทางด้านวิหารกลางน้ำ (หลวงปู่บุญมี ประสงค์จะให้สร้างพิพิธภัณฑ์ ให้แล้วเสร็จก่อน ทำการประชุมเพลิงท่าน)  ภายในวัดนั้นมีความสงบร่มเย็นและมีบริเวณกว้างขวาง

มองจากวิหาร ไปด้านหน้า นาคราช ๕ เศียร
การเดินทาง

จาก วัดพระธาตุหนองบัว  เลี้ยวซ้ายไป ๗๐๐ เมตร เลี้ยวขวาเข้าถนนชยางกรู ไป ๓๐๐ เมตร เลี้ยวซ้ายเข้าซอยชยางกรู ๒๑ ไปประมาณ ๑.๑ กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายเข้าซอย สุขาสงเคราะห์ ไปอีก ๑.๔ กิโลเมตร จะพบสี่แยก เลี้ยวขวาไป ๑ กิโลเมตร แล้วเลี้ยวซ้าย ไป ๑๗ เมตร เลี้ยวขวาเข้า ไป  ๑๖๐ เมตรผ่านโรงเรียนบ้านนาเมือง สุดทางสามแยกเลี้ยวขวา และซ้าย ก็จะพบวัดประสานสุข


พิกัด GPS  วัดสระประสานสุข  จังหวัดอุบลราชธานี  :     15.262289, 104.873517

แผนที่  วัดสระประสานสุข  จังหวัดอุบลราชธานี  



ขอบคุณ  ครับ  😄


ไหว้พระ ๙ วัด จังหวัดอุบลราชธานี 

วัดที่ ๑ วัดหนองป่าพง
วัดที่ ๒ วัดพระธาตุหนองบัว
วัดที่ ๓ วัดสระประสานสุข
วัดที่ ๔ วัดศรีอุบลรัตนาราม
วัดที่ ๕ วัดทุ่งศรีเมือง
วัดที่ ๖ วัดใต้ พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ
วัดที่ ๗ วัดมหาวนาราม
วัดที่ ๘ วัดถ้ำคูหาสวรรค์
วัดที่ ๙ วัดสิรินธรวราราม ภูพร้าว

สำหรับท่านที่ สนใจหาที่พักใน จังหวัดอุบลธานี  สามารถกดดูรายละเอียดที่  ลิงค์นี้  หรือ  ลิงค์นี้  ก็ได้ ครับ  (กรณีต้องการลงอำเภอ สามารถระบุใหม่ได้ ครับ)