เที่ยวไหนดี? ... ชลบุรี ศรีราชา วัดศรีมหาราชา

เที่ยวไหนดี? ... ชลบุรี ศรีราชา วัดศรีมหาราชา 😄


ออกจากที่พัก  โรงแรม เคปทาวน์ ศรีราชา เรสซิเดนซ์  และกินข้าวที่  ร้านอาหารครัวบ้านกลางทะเล  เรียบร้อยแล้ว ขากลับจึงแวะไหว้พระ สักหน่อย ตามเส้นทาง ขับวนไป วนมาเล็กน้อย และ GPS ช่วยนิดๆ  ก็มาพบกับวัดศรีมหาราชา  พอเข้าไปในตัววัด สิ่งแรกที่จะสะดุดต คือ วิหารหลวงพ่อทันใจ ไดเข้าไปกราบสักการะ  ก็ถึงทราบว่า เป็นวัดเก่าแก่ ที่มีประวัติความเป็นมาพอสมควร จึงขออนุญาตมาเล่าให้ฟังพอสังเขป ดังนี้ ครับ 


วิหารหลวงพ่อทันใจ

คำอธิบาย ตามป้ายเลย ครับ

วัดศรีมหาราชา หรือ อีกชื่อว่า “วัดใน” คู่กับวัดเกาะลอยซึ่งเป็น “วัดนอก”  ถูกปกครองดูแลโดยวัดศรีมหาราชา วัดทั้งสองแห่งตั้งอยู่ใจกลางเมืองศรีราชา จังหวัดชลบุรี  สังกัด”ธรรมยุติ”
รัชสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสิน หลังจากการกอบกู้อิสรภาพ ได้มีการฟื้นฟู วัดวาอารามและบ้านเมืองแถบฝั่งทะเลตะวันออก มีหลักฐานปรากฏชื่อวักศรีมหาราชา ในทำเนียบวัดปี พ.ศ. ๒๓๗๔ ในชื่อ ”วัดศรีราชา” ตามชื่อตำบล ตรงกับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ แห่งราชวงศ์จักรี

ซึ่งเป็นช่วงก่อนที่พระวชิรญาณเถระ (รัชกาลที่ ๔ ขณะทรงดำรงอยู่ในสมณเพศ) จะตั้งการบริหารคณะสงฆ์ไทยขึ้นอีกฝ่าย คือธรรมยุติกนิกาย หรือคณะธรรมยุต ในปี พ.ศ. ๒๓๗๖ โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่วัดบวรนิเวศวิหาร ราชวรวิหาร

ก่อน พ.ศ. ๒๔๓๔ พระเทพกวี (นิ่ม) วัดเครือวัลย์ ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดเครือวัลย์ วรวิหาร พระอารามหลวงชั้นตรี กรุงเทพฯ ได้มาประกอบพิธีผูกพัทธสีมาพระอุโบสถเก่าของวัดศรีมหาราชา

พ.ศ. ๒๔๔๑  เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี (เจิม  แสงชูโต) ขณะนั้น ท่านอายุ ๔๖ ปี ได้ถวายบังคมลา ในหลวงรัชกาลที่ ๕  เพื่อมาประกอบกิจการทำไม้อยู่ที่ศรีราชา และ ได้สร้างพระตำหนักน้ำชายทะเลถวายเป็นที่ประทับ แด่สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า  (ปัจจุบันคือโรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา)

พ.ศ. ๒๔๔๒ สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า (ครั้งดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี ในรัชกาลที่ ๕) ได้เสด็จแปรพระราชฐานมาประทับ ณ พระตำหนักศรีมหาราชา เพื่อพักฟื้นพระวรกาย หลังจากทรงเศร้าโศกโทมนัสในการสูญเสียสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้าวชิรุณหิศ สยามมกุฏราชกุมาร และสมเด็จเจ้าฟ้าอีกพระองค์ในเวลาไล่เลี่ยกัน ภายหลังได้เสด็จมาประทับเป็นครั้งคราว   ระหว่างประทับที่ศรีราชา ได้ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลเป็นเนืองนิตย์
เวลานั้นที่วัดศรีราชา ซึ่งอยู่ใกล้กับพระตำหนัก มีแต่พระสงฆ์สังกัดมหานิกาย ไม่มีพระสงฆ์สังกัดนิกายธรรมยุต จึงโปรดให้เจ้าพระยาสุรศักดิ์ฯ นิมนต์พระสงฆ์สังกัดนิกายธรรมยุตมาประจำที่ศรีราชา
เจ้าพระยาสุรศักดิ์ฯ จึงขอไปยังสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ  ญาณวรมหาเถร) ขณะนั้นดำรงสมณศักดิ์เป็นพระราชมุนี เป็นเจ้าคณะมณฑลปราจีนบุรี  ได้มีบัญชาให้ พระชลโทปมคุณมุนี (พุฒ  ปุณณกเถร) วัดเขาบางทราย เจ้าคณะจังหวัดชลบุรี (ธ) ผู้เป็นพระอาจารย์ของท่าน จัดหาพระสงฆ์ไปอยู่ที่วัดศรีราชา

ทางเจ้าคณะจังหวัดฯ จึงจัดให้ พระเขมทัสสีชลธีสมานคุณ (เอี่ยม เมฆียเถร) ครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่พระครูพุทธกิจบริหาร) พระครูพิบูลธรรมกิจ (พระอาจารย์เผือก  ฉันนเถร วัดช่องลม อ. บางละมุง) และคณะสงฆ์อีก รวม ๑๑ รูป ไปประจำที่ อ. ศรีราชา

สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า โปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีจัดเสนาสนะที่เกาะลอยให้เป็นที่พำนักสงฆ์ คณะธรรมยุติ แต่ในขณะที่เสนาสนะที่เกาะลอยยังไม่แล้วเสร็จ คณะพระสงฆ์ธรรมยุตจึงจำพรรษาที่วัดศรีราชาในระยะแรก

สมเด็จพระพันวัสสอัยยิกาเจ้า ทรงบำเพ็ญพระราชกุศล พระราชทานภัตตาหาร และถวายผ้าพระกฐินแด่คณะสงฆ์ที่เกาะลอยอยู่เป็นประจำ  ภายหลัง พระองค์มิได้เสด็จฯ มาประทับที่ศรีราชาอีก วัดเกาะลอยจึงค่อยๆ รกร้างไปประกอบกับมีการนิมนต์พระภิกษุคณะธรรมยุตจากวัดเกาะลอยไปประจำที่วัดศรีราชา
พ.ศ. ๒๔๖๙  วัดศรีราชาได้เปลี่ยนการปกรครองมาเป็นวัดในสังกัดนิกายธรรมยุต จึงมีการปรับเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “วัดศรีมหาราชา”

แต่เดิมวัดศรีมหาราชามีเนื้อที่ประมาณ ๗ ไร่ เศษ ประมาณปี พ.ศ. ๒๔๗๓  ม.จ. หญิง ไขศรี  ปราโมทย์ ได้เสด็จประทับที่โรงพยาบาลสมเด็จ ที่ ศรีราชา ทรงมีจิตศรัทธาซื้อที่ดินขยายอาณาเขตวัด ซึ่งติดต่อกับที่ของคุณหญิงสงวน  สุรศักดิ์ ถวายวัดอีก ๑ ไร่ เศษ รวมเนื้อที่ของวัดศรีมหาราชา ในปัจจุบันนี้มีประมาณ ๑๔ ไร่เศษ

พ.ศ. ๒๔๗๓  มีการบูรณะพระอุโบสถตามการออกแบบของสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศฯ โดยมีเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี บริจาคทรัพย์ในการก่อสร้างนั้น  ซึ่งมีลักษณะแปลกในยุคสมัยนั้น เนื่องจาก ไม่ต้องการจะถอนพัทธสีมาที่มีอยู่เดิมออก (พัทธสีมานั้น ผูกโดย พระเทพกวี (นิ่ม) วัดเครือวัลย์)   

พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยากำแพงเพชรอัครโยธิน ได้ประทานถวาย “หลวงพ่อทันใจ”  ซึ่งท่านได้ค้นพบโดยบังเอิญจากการควบคุมงานก่อสร้างทางภาคเหนือ พุทธลักษณะเป็นพระปางมารวิชัย ศิลปะสมัยเชียงแสนหน้าตักกว้าง ๒ ศอก (๑.๑๐ เมตร)  เพื่อเป็นการฉลองอุโบสถที่ได้สร้างแล้วเสร็จ 

พ.ศ. ๒๕๐๙ หลวงพ่อผิว (เจ้าอาวาสในขณะนั้น) เห็นว่าโบศถ์เก่านั้นเล็กและแคบเกินไป และสภาพก็ชำรุดทรุดโทรมมากแล้ว ท่านจึงดำริสร้างใหม่และได้วางศิลาฤกษ์ในปี พ.ศ. ๒๔๑๐

หลวงพอ่ทันใจ และพระเถราจารย์

ภายในวิหารหลวงพอ่ทันใจ มีจิตรกรรมฝาผนัง ที่เป็นพุทธประวัติ ทั้ง ๔ ด้าน มี ภาพจิตรกรรมที่สื่อถึง ช่วงที่พระพุทธองค์ทรงชนะมาร, แสดงโอวาทปาฎิโมกข์, โปรดพุทธบิดา และโปรดพุทธมารตา   โดยภาพที่อยู่ทางประตูทางเข้าด้านหน้า เป็นภาพทรงชนะมาร, ภาพด้านหลังองค์หลวงพ่อทันใจ เป็นภาพพุทธมารดา ภาพทางด้านขวาเป็น ภาพพระพุทธองค์ทรงโปรดพุทธบิดา ขณะที่พระบิดากำลังทรงพระประชวร,  ภาพทางด้านซ้ายเป็นภาพพระพุทธองค์ กำลังทรงแสดงโอวาทปาฎิโมกข์


จิตรกรรม พุทธประวัติขณะทรงแสดงโอวาทปาฎิโมกข์

จิตรกรรม พุทธประวัติขณะทรงโปรดพระบิดา

หลังจากกราบสักการะสิงศักดิ์สิทธิ์ เสร็จ   ก็ว่าจะเดินเข้าไปกราบพระประธานภายในโบสถ์  ผลปรากฎว่าวันนั้น โบสถ์ปิด จึงได้เก็บภาพรอบๆ โบสถ์ มาให้ชมกัน  ด้านหน้าโบสถ์ จะมีรูปปั้นของ จอมพลเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี (เจิม แสงชูโต) 

รูปปั้น  จอมพลเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี (เจิม แสงชูโต) ที่หน้าโบสถ์

ด้านข้างของโบสถ์

ประตูโบสถ์
สำหรับพระพุทธรูปสำคัญใน วัดนี้ มีอยู่ด้วยกัน ๓ องค์ คือ หลวงพ่อทันใจ, พระพุทธศรีมหาราชาประชานาถ (พระพุทธรูปพุทธศิลป์แบบรัตนโกสินทร์ ปางมารวิชัย เนื้อทองแดง หน้าตักกว้าง ๑๖ นิ้ว สูง ๓๖ นิ้ว ทรงสังฆาฏิแบบธรรมยุต ๒ ชั้นพระเกศบัวตูม) และ พระนิรันตราย 

สำหรับการเดินทางมายังวัดนี้  เริ่มจาก โรงแรม เคปทาวน์ ศรีราชา เรสซิเดนซ์  ออกมาจากปากซอยโรงแรม เลี้ยวซ้าย และขับไปตามเส้นทาง ๕๐๐ เมตร จะถึงถนนใหญ่ เป็นถนนสุขุมวิท เลี้ยวซ้าย ขับไป ๓๕๐ เมตร เลี้ยวซ้ายเข้าซอยสุรศักดิ์ ๓  ขับเข้ามา ๕๕๐ เมตร พบวงเวียน ขับผ่านวนเวียน ออกช่องทางที่ ๒ (คือ ขับตรง ตามเส้นทาง) อีก ๑๓๐ เมตร เลี้ยวขวาไป ๑๔๐ จะพบวัดอยู่ทางด้านซ้ายมือ   

พิกัด GPS :   13.164891, 100.924283

แผนที่ 



ขอบคุณ ครับ 😄

สำหรับท่านที่ สนใจรายละเอียดห้องพักเพิ่มเติม หรือ จองห้องพัก สามารถ กดลิงค์ ด้านล่าง ได้ ครับ

       



หรือหากท่าน สนใจ ห้องพักในแนว Sea view ก็มีที่ โรงแรมคาริน ในศรีราชา อีกแห่ง ครับ

เที่ยวไหนดี? ... ปทุมธานี สามโคก คลองควาย ไหว้พระ วัดเจดีย์ทอง

เที่ยวไหนดี? ... ปทุมธานี สามโคก คลองควาย ไหว้พระ วัดเจดีย์ทอง 😄


ที่อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี  เป็นเมืองโบราณดั้งเดิม ชื่อเดิม คือ "เมืองสามโคก"  เนื่องจากมี โคกโบราณอยู่ในเมือง ๓ แห่ง มีหลักฐานว่า มีการตั้งรกราก เป็นชุมชนเมืองในรัชสมัยของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ อาณาจักรกรุงศรีอยุธยา  ครั้นเมื่อมีการเสียกรุงครั้งที่ ๑ ในปี พ.ศ. ๒๑๑๒  เมืองแห่งนี้ ได้รกร้างว่างเปล่าไป

ต่อมาใน ปี พ.ศ. ๒๒๐๓  ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช สมิงเปอกับพรรคพวก ชาวมอญจำนวน ๑๑ คน ได้พาครอบครัวมอญประมาณหมื่นคนอพยพหนีจากพม่าเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารขององค์สมเด็จพระนารายณ์มหาราช  พระองค์ได้โปรดเกล้าฯ ให้ไปตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ "บ้านสามโคก" ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก ชุมชนมอญจึงได้ขยายตัวเจริญรุ่งเรือง ขึ้นตามลำดับ

ครั้นเสียกรุงครั้งที่ ๒  สถานที่แห่งนี้ ก็ซบเซาลง มีการค้นพบหลักฐาน ในบริเวณ วัดเจดีย์ทอง แห่งนี้ ถึง ใบเสมาขนาดใหญ่ และหินทรายแดง  ต่อมาในสมัยกรุงธนบุรี และต้นกรุงรัตนโกสินทร์ มีชาวมอญ (รามัญ) อพยพมาจากเมืองเมาะตะมะ โดยมีพระยาเจ๋ง เป็นผู้นำ เข้ามาตั้งรกรากที่เมืองสามโคก แห่งนี้ มีการเริ่มบูรณะถาวรวัตถุ กุฎิ และศาลาขึ้นใหม่  ต่อมาพระยารามัญ (พระยาเจ่ง) ได้รับการแต่งตั้ง เป็น  พระยานครเขื่อนขันธ์รามัญชาติเสนาบดี

วัดเจดีย์ทอง สร้างบนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งอยู่หมู่ที่ ๑  ตำบลคลองควาย อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี เป็นวัดไทยรามัญหรือวัดไทยเชื้อสายมอญ นับว่าเป็นวัดที่เก่าแก่อีกวัดหนึ่ง

วิหารวัดเจดีย์ทอง

วัดเจดีย์ทอง ได้รับพระราชทาน วิสุงคามสีมา เมื่อ พ.ศ ๒๕๐๘  เอกลักษณ์ของวัดเจดีย์ทอง มี ดังนี้

เจดีย์ทอง

. "เจดีย์ทอง" ก่อตั้งอยู่ หน้าวัดริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา รูปแบบการก่อสร้าง จำลองย่อส่วนมาจาก อานันทะเจดีย์แห่งเมืองพุกาม  รูปทรงระฆังคว่ำ ฐานเป็นลานทักษิณา มีกำแพงแก้วโดยรอบ มีซุ้มจรนำโค้ง ภายในประดิษฐานพระพุทธรูป ๔ ด้าน  ลงรักปิดทองประดับกระจกสี  มีเจดีย์ประจำ ๔ ทิศ  เจดีย์ประธานเป็นทรงจอมแห ยอดเจดีย์ประกอบด้วย ปล้องไฉน ปรียอด และยอดฉัตร ๙ ชั้น  เจดีย์ทรงปราสาทมอญแห่งนี้ มีการประดับด้วยเครื่องถ้วยอย่างจีน

พระพุทธรูปในซุ้มด้านที่ ๑ ของเจดีย์ทอง

พระพุทธรูปในซุ้มด้านที่ ๒ ของเจดีย์ทอง

พระพุทธรูปในซุ้มด้านที่ ๓ ของเจดีย์ทอง

พระพุทธรูปในซุ้มด้านที่ ๔ ของเจดีย์ทอง

บริเวณโดยรอบเจดีย์ทอง

๒. "เสาหงส์ธงตะขาบ"  หงส์ เป็นสัญลักษณ์ ของชาวมอญ ที่มีปรากฎในพงศาวดารมอญ เรื่อง หงส์ช้อนต้นกำเนิดกรุงหงสาวดี กรุงหงสาวดีตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำพะโค ซึ่งดั้งเดิม กรุงหงสาวดี เป็นเมืองของชาวรามัญ  แต่ภายหลัง พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ ทำสงครามยึดครองหงสาวดีจากชาวรามัญได้  ในปี พ.ศ. ๒๐๘๒  และสถาปนาเป็นศูนย์กลางอำนาจของราชวงศ์ตองอู (พม่า)  กรุงหงสาวดี เจริญรุ่งเรืองสุด ในรัชสมัยของพระเจ้าบุเรงนอง เนื่องจากมีการสร้างพระราชวังขนาดใหญ่ที่มีประตูทางเข้าออกถึง ๑๐ ประตู ของพระองค์ที่ชื่อ กัมโพชธานี  กรุงหงสาวดีล่มสลายลง ในรัชสมัยพระเจ้านันทบุเรง ซึ่งเสด็จไปประทับ ณ เมืองตองอู โดยกวาดต้อนผู้คนและเสบียงจากกรุงหงสาวดีไปทั้งหมด เพื่อเตรียมรับทัพ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่ยิ่งตีประชิดเข้ามาเรื่อยๆ  เมื่อกรุงหงสาวดี ร้าง ทำให้ ยะไข่ สามารถเข้ามาปล้นและเผาเมืองในส่วนที่เหลือ

เสาหงส์ตะขาบ
สำหรับ หงส์ ที่มีความเกี่ยวกับ ตำนานกำเนิดกรุงหงสาวดี คือ  เมื่อสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว ๘ พรรษา ได้จาริกมาที่ภูเขาสุทัศนมรังสิต (บริเวณที่ตั้งของกรุงหงสาวดี ซึ่งในครั้งนั้น เป็นท้องทะเล) พระองค์ทรงทอดพระเนตรเห็นหงส์ทองสองตัวลงเล่นน้ำ  จึงทรงมีพุทธทำนายว่า สืบไปภายหน้าอีก ๑,๑๑๖ ปี  สถานที่ซึ่งหงส์ทองเล่นน้ำจะเกิดเป็นมหานครชื่อว่า หงสาวดี และจะเป็นที่ตั้งพระธาตุสถูปเจดีย์ พระศรีมหาโพธิ์ พุทธศาสนาจะรุ่งเรืองสถิตสถาพรอยู่ ณ ที่นี้

กรุงหงสาวดี ได้สร้างขึ้น ในปี พ.ศ. ๑๑๑๖ แรม ๑ ค่ำ เดือน ๓   นอกเหนือ ตำนานดังกล่าว แล้ว หงส์ ยังเป็นชาติหนึ่งที่ พระพุทธเจ้า เคยเสวยพระชาติเป็นพระโพธิสัตว์ที่เป็นพญาหงส์ ชื่อ พญาหงส์ธตรฐ และพระอานนท์ เป็น สุมุขหงส์  ใน จุลลหังสชาดก  นอกจากนี้ ชาวมอญ ยังเชื่อว่า หงส์ เป็นจ้าวแห่งนกทั้งปวง เป็นผู้พิทักษ์รักษาท้องฟ้า และเป็นพาหนะที่นำวิญญาณผู้ตายสู่สวรรค์ การทำตุงอุทิศให้ผู้ตาย จึงมักนิยมนำไปแขวนที่เสาหงส์  ชาวรามัญแต่อดีต มาจนถึงชาวมอญในปัจจุบัน มีการสร้างเสาหงส์ขึ้น และหงส์ในรูปแบบถาวรวัตถุต่างๆ  เป็นพุทธบูชา มาเป็นระยะเวลายาวนาน

เจดีย์ทองและเสาหงส์ธงตะขาบ

สำหรับ ธงตะขาบ มีอยู่สองตำนาน ดังนี้

ตำนานที่ ๑  เล่าว่า ในสมัยอดีตกาล ได้มี ฤๅษี ๔ ตน เป็นสหายกัน ตกลงที่แยกบำเพ็ญตนอยู่คนละภูเขา และได้ให้สัตย์ต่อกันว่า ทุกๆ ปี จะทำการชูธงขึ้นสูงเหนือยอดเขาเพื่อส่งแจ้งต่อฤๅษีอีก ๓ ตน ได้ทราบว่ายังมีชีวิตอยู่ มิได้เสียชีวิต หรือหนีไป

ต่อมาฤๅษีตนหนึ่งเกิดเสียชีวิตลง และไปเกิดเป็นพระราชาปกครองแคว้นหนึ่ง ซึ่งอยู่ๆ พระราชาทรงพระประชวรมีอาการแสบร้อนในพระวรกาย จนแทบจะไม่สามารถดำรงพระวรกายอยู่ได้ จึงทรงเรียกหมอหลวงและโหรหลวงมาตรวจพระวรกายและทำนายดวงพระชาตา โหรหลวงได้กราบบังคมทูลว่า เดิมในอดีตชาติพระราชาได้เป็นพระฤๅษี ซึ่งเสียสัตย์ต่อฤๅษีทั้ง ๓ เอาไว้ ควรจะเสด็จไปขออภัยโทษฤาษีทั้งสาม เสีย อาการประชวรจะหายไปเอง

พระราชาทรงรับสั่งให้จัดกระบวนเรือเสด็จไปยังภูเขาทั้งสามลูก ที่ฤาษีแต่ละตอนอยู่ หลังจากที่ได้พบฤาษีแต่ละตน เป็นที่เรียบร้อย จึงเสด็จกลับ และระหว่างทาง ทรงงาช้างกองเท่าภูเขา ทรงรับสั่งให้ทหารขนลงเรือได้ ๗ ลำ นำกลับพระราชวัง

งาช้างที่พระราชา นำกลับมานั้น มีเจ้าของคือ พญาตะขาบ ซึ่งในระหว่างที่มีการขนย้าย พญาตะขาบได้ ได้ออกจับช้าง มาเป็นอาหาร ซึ่งอยู่ห่างไกล เนื่องด้วยช้างในบริเวณใกล้ๆ ถูกจับกินหมดแล้ว  เมื่อกลับมาถึงที่พัก พญาตะขาบ พบว่างาช้างที่มีอยู่หายไปหมดสิ้น จึงออกติดตามหา

พญาตะขาบรีบตามมาทัน เห็นขบวนเรือของพระราชา อยู่กลางมหาสมุทร ซึ่งมีปูทะเลยักษ์แผ่ก้ามอยู่กลางมหาสมุทร  เมื่อพระราชาเห็นว่าพญาตะขาบว่ายน้ำตามมา ทรงรับสั่ง กระบวนเรือพระที่นั่งให้รีบแล่นหนี ผ่านระหว่างกลางของก้ามปูยักษ์ไปได้  แต่ เนื่องจากลำตัวของพญาตะขาบใหญ่กว่าลำเรือมาก และไม่ทันเห็น ประกอบกับมีขารุงรังมาก  เมื่อว่ายน้ำผ่านกลางก้ามปู ขาสัมผัสถูกก้ามปู ปูยักษ์ตกใจจึงหุบก้าม ทำให้พญาตะขาบเสียชีวิตทันที

ครั้นกลับถึงพระราชวัง จึงนำงาช้างที่ได้ทั้งหมด สร้างเป็นหอคอยงาช้างได้สูงถึง ๗ ชั้น ต่อมาได้ ฝันเห็นตะขาบเข้าทำลายหอคอยดังกล่าว  โหรหลวงทำนาย่ว่า งาช้างดังกล่าวเป็นของพญาตะขาบที่ตามไล่พระองค์ในครั้งนั้น ซึ่งเสียชีวิตและเกิดแรงอาฆาตในตัวพระองค์  โหรหลวงจึงได้ถวายคำแนะนำว่า ขอให้พระองค์ทรงนำเอาผ้าผื่นใหญ่เขียนเป็นรูปตะขาบ แล้วนำไปแขวนไว้บนยอดปราสาท เพื่อเป็นสัญลักษณ์ให้รู้ว่า พญาตะขาบเป็นเจ้าของปราสาทหลังนี้ เพื่อเป็นการอุทิศส่วนกุศลไปให้พญาตะขาบ และเป็นการขอขมาลาโทษ จะได้หมดเวรหมดกรรมต่อกัน พระราชารู้สึกถึงบาปกรรมที่ตนได้ก่อขึ้น ทรงดำริให้ทำธงรูปตะขาบ แขวนไว้เหนือหอคอย  ธงตะขาบจึงเป็นคติความเชื่อที่เกี่ยวเนื่องกับการตอบแทนคุณ และการอุทิศผลบุญแก่ผู้มีคุณซึ่งล่วงลับไปแล้ว

ป้ายวัดที่ตั้งอยู่ริมน้ำ

ตำนานที่ ๒
  เล่าว่า มีพ่อค้าจากต่างแดน เดินทางมา ณ ดอยสิงคุตต์ เมืองย่างกุ้ง มาพบซากช้างเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก จึงทำการขนงาช้างที่มีอยู่ลงเรือสำเภาของตนไป  ตะขาบยักษ์เป็นเจ้าของงาช้างเหล่านั้น ซึ่งในช่วงที่พ่อค้าขนย้าย นั้น ตะขาบยักษ์ไม่อยู่  เมื่อกลับมาถึงที่พัก ตะขาบยักษ์ พบว่างาช้างที่มีอยู่หายไปหมดสิ้น จึงออกตามหาด้วยความโกรธ ไล่ตามพ่อค้าไปถึงกลางทะเล แต่ต้องเสียชีวิตด้วยปูยักษ์ ต่อมาในสมัยพุทธกาล ตปุสสะและภัลลิกะ พ่อค้าจากอุกกลชนบท ได้พบกับพระพุทธเจ้าและได้แสดงตนเป็นอุบาสก พระพุทธเจ้าจึงประธานพระเกศาธาตุให้ทั้งสองคน ครั้นเมื่อกลับมาถึงบ้านเมืองของตนแล้ว จึงได้เสาะหาสถานที่ก่อสร้างเจดีย์บรรจุเกศาธาตุ จนมาถึงที่ดอยสิงคุตต์ ซึ่งเป็นถิ่นที่อยู่เดิมของตะขาบยักษ์  สำหรับเจดีย์ที่สร้างขึ้นเป็นพุทธบูชา ปัจจุบันคือเจดีย์ชเวดากอง และการแขวนธงตะขาบก็เพื่อระลึกถึงตะขาบยักษ์เจ้าถิ่นและบูชาปูชนียสถานด้วย

สำหรับธงตะขาบนี้ เป็นธงบูชาพระพุทธเจ้าในช่วงเทศกาลสงกรานต์ของชาวมอญ  แต่เดิม ชาวรามัญจะสร้างแยก ระหว่าง เสาหงส์ และเสาธงตะขาบ ยอดบนสุดของเสาธงตะขาบนั้นบางวัดก็ทำเป็นรูปช้างสามเศียร กินนรี ม้า หรือหงส์ แต่ต่อมาจึงปรากฏว่านิยมทำยอดเสาทั้งหมดเป็นรูปหงส์ เพื่อเป็นการรำลึกถึงเมืองหงสาวดีของมอญ และภายหลัง รวมกันเป็นเสาเดียว

ศาลาริมน้ำ

. "พระพุทธรูปหยกขาว เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย" เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๕๒ หลวงตาอมรา ได้อัญเชิญพระพุทธปฎิมากรหยกพม่า องค์นี้มาทางเรือจากย่างกุ้ง ประเทศพม่า ผ่าน เกาะสอง, จังหวัดระนอง เข้ามาทางชายฝั่งสู่อ่าวไทย ทางจังหวัดสมุทรปราการ แล้วย้ายจากเรือเดินทะเลลงเรือกระแซง ลากจูงมาสู่วัดเจดีย์ทอง พระพุทธรูปองค์นี้ แกะสลักด้วยมือจากหินหยกขาวพม่า ขนาดหน้า ตักกว้าง ๕๗ เซนติเมตร เป็นศิลปกรรมแบบพม่า ประดิษฐานเป็นพระประธานในวิหารวัดเจดีย์ทอง

พระพุทธรูปหยกขาว หรือ หลวงพ่อขาว
ขอขอบคุณ ภาพจาก Facebook วัดเจดีย์ทอง

. “โกศ” ซึ่งเป็นเจดีย์ใหม่ที่สร้างขึ้นเพื่อบรรจุอัฐิ เป้นศิลปะพม่าและมอญผสมผสมผสานกัน ประดับด้วยกระเบื้องเคลือบแบบจีน ตั้งอยู๋ริมน้ำ ใกล้ๆ กับเจดีย์สีทอง

โกศ

พิกัด GPS :  14.086604, 100.524481

แผนที่ 



การเดินทาง

จากรังสิต ใช้ถนนรังสิต-ปทุมธานี สุดทางเป็นสามแยก มีตลาดพูนทรัพย์ ทางซ้ายมือ และด้านหน้าเป็นโรงพยาบาลกรุงสยามเซ็นต์คาร์ลอส เลี้ยวขวา และขับตามเส้นทาง แต่อยู่ทางซ้ายมือ จะขึ้นสะพานปทุมธานี (สะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา) ลงสะพานชิดซ้าย จะพบสี่แยกสันติสุข เลี้ยวขวา เข้าสู่ถนน ปทุมธานี-สามโคก-เสนา ไป ๖.๕ กิโลเมตร จะพบสะพานข้ามถนนวงแหวน ให้เบี่ยงออกซ้ายและกลับรถใต้สะพานนั้น  หลังจากกลับรถแล้วให้ชิดซ้าย เลี้ยวซ้ายซอยแรกที่พบ เดินทางไป ๕๐๐ เมตร เลี้ยวขวาไป ๑๙๐ เมตร เลี้ยวซ้าย เข้าไปสุดทาง จะพบวัดเจดีย์ทอง 

วิหารแบบจีน (ริมน้ำ)
บรรยากาศริมน้ำ วัดเจดีย์ทอง
หลังจาก อิ่มใจในการทำบุญ ก็เดินทางสู่เป้าหมายต่อไป ครับ  สำหรับวัดในละแวกเดี๋ยวกัน ที่ ผู้คน นิยมมาสักการะ กัน ก็มีวัดโบสถ์  อ.สามโคก ซึ่งอยู่ห่างกันเพียง ๔ กิโลเมตร โดยออกจากวัดเจดีย์ทอง เลี้ยวขวา เดินทางไปตามเส้นทาง ก็จะพบวัดโบสถ์ อยู่ทางขวามือ ครับ

ขอบคุณ ครับ 😄



สำหรับผู้ที่สนใจหาที่พัก ใน จังหวัดปทุมธานี สามารถ กดลิงค์ ที่นี่ ได้  หรือ กดลิงค์นี่ ครับ 

เที่ยวไหนดี? ... กรุงเทพ สายไหม วัชรพล กินข้าวที่ร้านไข่แมงดาทะเลเผา

เที่ยวไหนดี? ... กรุงเทพ สายไหม วัชรพล กินข้าวที่ร้านไข่แมงดาทะเลเผา 😄


ออกมาจาก ร้านกาแฟที่ TOM N TOMS COFFEE @ เวนิส ดิ ไอริส  เป็นเวลาค่ำคืนแล้ว แวะหาร้านอาหารที่อยู่ในละแวกนั้น ขับต่อมาเรื่อยๆ มาทางต้นถนนวัชรพล  (ออกจาก เวนิส ดิ ไอริส เลี้ยวขวา)  ประมาณ ๑ กิโลเมตร จะพบร้านไข่แมงดาทะเลเผา    ร้านเปิดเวลา บ่าย ๔ โมงเย็น - ๔ ทุ่ม (๒๐:๐๐ น.)  หน้าร้านติดถนนใหญ่ ภายนอก ดูเหมือนเป็นบรรยากาศร้านทั่วไป แต่เมื่อเดินเข้ามาในร้าน ร้านตกแต่งในแนวธรรมชาติ เป็นพื้นไม้ ตั้งบนพื้นที่โล่ง ล้อมรอบด้วยบึงและทุ่งกว้าง  นับว่าการมาในช่วงค่ำคืนวันนี้ เหมาะมาก ครับ

อากาศเย็นๆ มีลมโชยบ้างเบาๆ   สำหรับร้านไข่แมงดาทะเลเผา  รายการอาหารที่แนะนำ มี แมงดายำแยก/ยำรวม (๔๐๐ บาท), ปูทะเลผัดผงกะหรี่ (๗๐๐ บาท),  กุ้งใหญ่น้ำตก (๓๕๐ บาท), กุ้งใหญ่ผัดกระเพรา (๓๕๐ บาท), ปลากระพงผัดคื่นฉ่าย (๔๐๐ บาท), ปลาสำลีเผา (๓๕๐ บาท), หอยหวาน (๑๗๐ บาท), หอยเชลล์ (๑๕๐ บาท)

มาถึงร้านทั้งที่ ก็สั่งอาหารที่แนะนำ สักหนึ่งอย่าง คือ ปลาสำลีเผา, ยำก้านคะน้าทะเล, ทอดมันปลากราย, ต้มยำโป๊ะแตก รอไม่นาน อาหารก็มาเสริฟ์ถึงที่

ยำก้านคะน้าทะเล

ต้มยำโป๊ะแตก
ปลาสำลีเผา
ทอดมันปลากราย
รสชาติอาหาร สำหรับ ยำและต้มยำโป๊ะแตก จะออกแนวเผ็ดนิดๆ เปรี้ยวหน่อยๆ  จะว่ารสจัดก็พอสมควร  สรุป อร่อย ครับ 😄

เมนูรายการอาหาร

นั่งรับประทานอาหาร จะอิ่มท้อง ก็ถึงเวลากลับ  อยู่จนถึงปิดร้านพอดี ได้มีจังหวะเก็บภาพ บรรยากาศร้านมาบ้าง ส่วนบรรยากาศร้านโดยรอบ เก็บไม่ได้ ครับ เพราะถ่ายออกมาก็ดูมืดๆ ไปหมด ครับ  ส่วนภายในร้าน ลูกค้าก็เยอะพอสมควร จะถ่ายรูป ก็เกรงรบกวนท่านอื่นๆ 😓

ป้ายร้าน ภายในร้าน

สำหรับสถานที่ตั้งร้าน มีดังนี้

พิกัด GPS  :   13.851908, 100.641748


แผนที่





การเดินทาง ที่ง่ายที่สุด คือ มาจากอนุสาวรีย์หลักสี่ มุ่งหน้าไปทางสะพานใหม่ ให้เลี้ยวขวา ที่สามแยกตรง BIG C ดอนเมือง เข้าสู่ถนนเทพรักษ์ ขับไปประมาณ ๔.๔ กิโลเมตร ให้เลี้ยวซ้าย เข้าถนน วัชรพล  เข้ามาได้ ๑.๕ กฺิโลเมตร (ผ่าน เวนิส ดิ ไอริส) จะพบร้านอยู่ทางด้านขวามือ  (หน้าร้านมีป้ายร้าน ข้อความและรูปแบบเหมือนในรูป ข้างบน ครับ  ถ้าสังเกตุ จะพบเห็นได้ง่าย)


ขอบคุณ ครับ 😄



เที่ยวไหนดี? ... กรุงเทพ สายไหม วัชรพล ดื่มกาแฟที่ TOM N TOMS COFFEE เปิด ๒๔ ชม. @ เวนิส ดิ ไอริส

เที่ยวไหนดี? ... กรุงเทพ สายไหม วัชรพล ดื่มกาแฟที่ TOM N TOMS COFFEE เปิด ๒๔ ชม. @ เวนิส ดิ ไอริส 😄


ภายในพื้นที่ เวนิส ดี ไอริส (Venice Di Iris)   สร้างขึ้นในรูปแบบของอาคารและบรรยากาศโดยรอบสไตล์ อิตาลี บนพื้นที่กว่า  ๑๔ ไร่  เสมือนจำลองเมืองเวนิส ที่ประเทศอิตาลี มาไว้ที่กรุงเทพฯ  มีการสร้างคลองล้อมรอบ ในส่วนพื้นที่ภายใน มีความยาว ๘๐๐ เมตร  ซึ่งหาก การท่องเที่ยวเป็นที่นิยม ก็จะมีบริการล่องเรือกอนโดลา เที่ยวรอบๆ ก็เป็นได้  ปัจจุบันพบอยู่ ๓ ลำ

ตัวอาคารถูกออกแบบให้มีสีสันของความเป็นเวนิส ด้วยการนำรูปแบบสถาปัตยกรรมยุคเรอเนซองส์ของอิตาลี เช่น การใช้สีทา รูปทรงอาคารที่เป็นแบบเดียวกับตึกในนครเวนิส และการตกแต่งพื้นที่ให้บรรยากาศของงานที่มีกลิ่นอายของเทศกาลคาร์นิวัลของนครเวนิสอีกด้วย

เวนิส ดิ ไอริส มี ๒ โซน คือ Piazza mall  เป็น แหล่งรวมร้านค้า ไลฟ์สไตล์ ที่ตอบโจทย์สำหรับทุกคนครอบครัว บนพื้นที่ ๙.๒๐๐ ตารางเมตร มี ซูเปอร์มาร์เก็ต MAX VALU เปิด 24 ชั่วโมง และร้านอาหารนานาชาติและอาหารไทย และ โซนที่ ๒ คือ  Canale Shop House : อาคารที่เน้นการดีไซน์ในสไตล์เวนิส พื้นที่ใช้สอยกว่า ๑๖๐ ตารางเมตร หน้ากว้างกว่า ๔.๔ เมตร มีถนนด้านหน้ากว่า ๑๘ เมตร อาคารนี้สามารถใช้เป็นร้านค้าและที่อยู่อาศัยได้

พิกัด GPS :  13.879542, 100.644077

แผนที่


การเดินทาง

จากทางอนุสาวรีย์หลักสี่ มุ่งหน้าเข่้าสู่ถนนรามอินทรา มาถึงปากทางวัชรพล เลี้ยวซ้ายเข้าถนนวัชรพล ไป ๓.๘ กิโลเมตร จะผ่านเสถียรธรรมสถาน ทางด้านซ้าย และจะผ่านห้าแยกวัชรพล (ต้องตรงตามทาง) สุดถนน จะเป็นทางบังคับเลี้ยวซ้าย เข้าถนน เทพรักษ์  เมื่อเข้าไป ๔๐๐ เมตร กลับรถ และมุ่งหน้าไป ๔๐๐ เมตรเลี้ยวซ้าย เข้าสู่ถนน วัชรพล อีกครั้ง เข้ามาได้ ๕๕๐ เมตร เวนิส ดิ ไอริส อยู่ทางด้านขวามือ

กรณีจากอนุสาวรีย์หลักสี่ มุ่งหน้าไปทางสะพานใหม่ ให้เลี้ยวขวา ที่สามแยกตรง BIG C ดอนเมือง เข้าสู่ถนนเทพรักษ์ ขับไปประมาณ ๔.๔ กิโลเมตร ให้เลี้ยวซ้าย เข้าถนน วัชรพล เข้ามาได้ ๕๕๐ เมตร เวนิส ดิ ไอริส อยู่ทางด้านขวามือ

เมื่อเข้ามาด้านใน เวนิส ดิ ไอริส แล้ว  ร้านกาแฟ TOM N TOMS COFFEE จะตั้งอยู่พื้นที่ด้านกลาง มีที่จอดรถใกล้หน้าร้าน  

ร้านกาแฟ TOM N TOMS อยุ่ทางด้านขวามือ
บรรยากาศ คลองและบริเวณโดยรอบ
เรือกอนโดลา และหน้ากาก
ร้านกาแฟ TOM N TOMS  ตั้งขึ้นในประเทศเกาหลี และประสบความสำเร็จสามารถขยายสาขาได้ถึง ๓๐๐ กว่าสาขา และสามารถขยายฐานลูกค้าไปสู่ต่างประเทศ เช่น จีน ออสเตรเลีย อเมริกา ฮ่องกง สิงค์โปร์ และประเทศไทย  เมล็ดกาแฟ ที่ ร้าน TOM N TOMS ใข้เป็นพันธ์ Arabica ผ่านการคัดเกรด อย่างดีและถูกคั่ว ในรูปแบบเกาหลี  รสชาติกาแฟ Arabica นั้น จะเข้มข้น แต่ปริมาณคาเฟอีนต่ำกว่าพันธ์ุอื่น   ภายในร้านจะมีการ แจ้งถึงระยะเวลาในการคั่วกาแฟ ว่ารอบต่อไป จะเป็นวันที่เท่าไร 


เค้านท์เตอร์ รับ ออเดอร์ มีแก้วขนาดต่างๆ เล็ก กลาง ใหญ่
เมื่อเข้ามาในร้าน การตกแต่งภายในร้านจะเป็นในรูปแบบเรียบง่าย และออกแบบมาให้เหมาะสำหรับผู้ที่มาทำงาน เกือบทุกโต๊ะ มีปลั๊กไฟ ให้กับลูกค้าที่เข้ามาภายในร้าน หาก มือถือ หรือ โน้ตบุ๊ค เริ่มหมดไฟ 
หลากหลายเมนูเครื่องดื่ม
ขนม, อาหารและเครื่องดื่มอื่นๆ 

กรณีที่ต้องนั่งทำงานต่อเนื่องก็ มีรายการอาหาร รับรองแก้ความหิวไปได้เยอะครับ ขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละบุคคล ส่วนใหญ่จะเป็นแนวขนมปัง เป็นหลัก  หลังจากพิจารณาอยู่สักพัก ด้วยความที่ชอบเครื่องดื่มแบบปั่น  ทางร้านก็แนะนำว่า เครื่องดื่มปั่นที่ทางร้าน มีจะเป็น Tomncinnos ซึ่งสาขานี้ มีเพียง ๔ รายการ คือ Espresso Tomncino (เอสเปรสโซปั่น),  Mocha Tomncino (มอคคาปั่น),  Vanilla Tomncino (วนิลาปั่น),  Caramel Tomncino (คาราเมลปั่น)

ผนังด้านในร้าน
ก็ทดลองสั่ง  Espresso Tomncino (เอสเปรสโซปั่น) และ Caramel Tomncino (คาราเมลปั่น) ขนาดกลาง  ซึ่งเมื่อลูกค้าสั่งเครื่องดื่มใดก็ตาม สามารถเลือกขนาดของเครื่องดื่มได้ สำหรับผู้ที่ชอบดื่มในปริมาณน้อยก็สั่งแก้วเล็ก และผู้ที่ชอบดื่มในปริมาณมากก็สั่งแก้วใหญ่

อุปกรณ์สำหรับเตือน

เมื่อสั่งเครื่องดื่มและชำระเงินเรียบร้อยแล้ว ก็จะได้รับอุปกรณ์เป็น ตัวสีขาวกลมๆ  เมื่อเครื่องดื่มที่เราสั่งทำเสร็จ ก็จะมีสัญญานเตือนเป็นระบบสั่น พร้อมไฟสีแดงขึ้น  แล้วก็นำอุปกรณ์ดังกล่าว ไปยื่น เพื่อรับเครื่องดื่ม กลับมา ครับ   นอกจาก กาแฟ ที่ TOM N TOMS COFFEE มีเครื่องดื่มชนิดอื่น ที่ไม่มีคาเฟอิน เช่น  สมูทตี้ปั่น, Italian Soda และ Slush 

สัญญานเตือน นำไปคืนเพื่อรับเครื่องดื่ม 😄
Espresso Tomncino และ Caramel Tomncino 
สำหรับ Caramel Tomncino จะมีคาราเมลราดที่ วิปครีม ส่วน Espresso Tomncino จะเป็นวิปครีมธรรมดา รสชาติของ Espresso Tomncino ก็ออกแนวเข้มแต่ไม่มาก ส่วน Caramel Tomncino  ออกแนวหวานนุ่มละมุน ซึ่งหวานก็ไม่ถึงว่า หวานเกินไป แต่มีรสออกหวานหน่อยๆ 

เมนูรายการอาหาร
เมนูเครื่องดื่ม
บรรยากาศในร้าน

TOM N TOMS COFFEE ที่ เวนิส ดิ ไอริส เป็นร้านกาแฟ ที่เปิด ๒๔ ชม. นั่งทำงานจนเพลิน เวลาก็ล่วงเลย มาจนพระอาทิตย์ตกดิน  ภายในร้านเปิดไฟ เต็มที่ ทำให้สว่างเปลี่ยนไปอีกแนวนึง  จึงเก็บบรรยากาศภายในและภายนอก ในช่วงยามเย็น

บรรยากาศ ภายในร้าน TOM N TOMS COFFEE ช่วงเย็น
หน้าเคาน์เตอร์ ช่วงเย็น
เรือกอนโดลา ตั้งโชว์
ด้านข้าง สะพานข้ามคลอง
สะพานข้างคลอง ภายในมีร้านค้า รอเปิด
บรรยากาศ ยามเย็น
TOM N TOMS COFFEE  ยามเย็น
ถ่ายจากจุดสะพานข้ามคลอง
สำหรับ ผู้ที่สนใจ ถ่ายรูปในชุดแนวอิตาลี
ห้างสรรพสินค้า Max Valu เปิด 24 ชม.
บรรยากาศ คลอง
บรรยากาศรอบนอก
ก็คงถึงเวลากลับ แวะหาร้านอาหาร รับประทานมื้อค่ำ ในละแวกนี้้ ครับ

ขอบคุณ ครับ 😄