เที่ยวไหนดี? ... ไหว้พระ พังงา ตะกั่วป่า วัดพระธาตุคีรีเขต(วัดลุ่ม)

เที่ยวไหนดี? ... ไหว้พระ พังงา ตะกั่วป่า วัดพระธาตุคีรีเขต(วัดลุ่ม) 😀

หลังจาก เที่ยวดำน้ำตื้น ทะเลสิมิลัน  และเข้าพักที่  บ้านกระทิง เขาหลัก รีสอร์ต (Baan Krating Khaolak Resort) ก่อนที่จะเดินทางต่อไป ภูเก็ต   ก็เข้าแวะไหว้พระ ที่ อ.ตะกั่วป่า วัดพระธาตุคีรีเขต (วัดลุ่ม)

บริเวณวัดพระธาตุคีรีเขต หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า "วัดลุ่ม" หรือ "วัดตลาดใต้"  แต่เดิมเป็นที่พักสงฆ์ฝ่ายอรัญวาสี สร้างขึ้นเมื่อวันที่ ๑๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๓๖ ต่อมามีการเปลี่ยนชื่อเป็น "วัดพระธาตุคีรีเขต" สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย  ได้รับพระราชวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ ๒๕  สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๖๒

ด้านหน้าพระวิหาร

ในอดีตกาล ซึ่งไม่ทราบว่าเป็นช่วงยุคสมัยใด ไม่มีหลักฐานการบันทึกไว้  ทราบจากการบอกเล่าต่อๆ กันมาของอดีตเจ้าอาวาส  ว่า  ท่านเจ้าเมืองตะกั่วป่า ได้นำ พระบรมสารีริกธาตุ มาถวายไว้  ซึ่งพระบรมสารีริกธาตุนี้ก็ได้บรรจุอยู่ในโกศทองคำ มาเนิ่นนาน และเป็นสิ่งมงคลสูงสุดที่ชาวบ้านตะกั่วป่าและพุทธศาสนิกชน นับถือ


พระวิหาร วัดพระธาตุคีรีเขต
พระวิหาร 

ภายในพระวิหาร วัดพระธาตุคีรีเขต(วัดลุ่ม)  แห่งนี้ มีพระประธานปางมารวิชัย ศิลปยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น อายุประมาณเกินร้อยปี ซึ่งไม่ทราบว่าสร้างขึ้นแต่เมื่อใด สำหรับด้านล่างลงมา เป็นพระพุทธรูปไม้แกะสลักด้วยไม้จวง หรือไม้เทพาโร ปางยืนและนั่ง  แกะสลักขึ้นเมื่อประมาณ ๓๐ กว่าปีที่ผ่านมา เพื่อแทนพระพุทธรูป "พ่อท่านแก่นรัก"

"พ่อท่านแก่นรัก" เป็นพระพุทธรูปไม้แกะสลักจากไม้รักเขา สูงประมาณ ๑ ศฮก สร้างขึ้นเมื่อประมาณราวพ.ศ. ๒๒๐๐ อยู่คู่เมืองตะกั่วป่ามานาน พอเวลาล่วงเลยถึง พ.ศ. ๒๕๐๐ ตัวองค์พ่อท่านแก่นรัก เกิดชำรุดที่ชำรุดที่พระพาหา (แขน) และพระพักตร์ด้านซ้าย  พระครูศรีปริยัติยากร (เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน) จึงได้อาราธนาไปประดิษฐานที่ปรางค์เบญจกูฏในพระวิหารศรีบรมธาตุ

ภายในพระวิหาร  วัดพระธาตุคีรีเขต

ส่วนรูปพระในกรอบรูป  คือภาพ พระครูสุคตธรรมภาณ เจ้าอาวาสวัดพระธาตุคีรีเขตองค์ก่อน ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะอำเภอตะกั่วป่า มีนามเดิมว่า "เผียน" ฉายา ฐานธมโม นามสกุลเดิม วรรณโกมล ความรู้จบนักธรรมชั้นเอก ศึกษาทางด้านสมาธิภาวนา และด้านสมุนไพร .เป็นที่ศรัทธาของชาวบ้านในยุคนั้น

หลังจากสักการะพระประธาน ภายในวิหารเสร็จแล้ว  ถ้ามีเวลา เดินอ้อมไปด้านหลังพระประธาน แล้วจะพบกับพระศิลาขาว ซึ่งเป็นพระพุทธรูปเก่าแก่ที่อยู่คู่วัดนี้มานานนับร้อยปี


รอยพระพุทธบาทจำลองวัดพระธาตุคีรีเขต
อุบาสิกากุ่ย ลิ่มสกุล และชาวเมืองเมืองตะกั่วป่า ได้ร่วมกันสร้างขึ้น ซึ่งมีอายุ ประมาณ ๘๐ กว่าปี   แต่เดิมรอยพระพุทธบาทนี้ประดิษฐานอยู่บนเขาพระบาท ภายหลังชาวบ้านช่วยกันชะลอมาเก็บรักษาที่วัดเสนานุชรังสรรค์  ต่อมา พระครูศรีปริยัตยากร เจ้าคณะอำเภอตะกั่วป่า (เจ้าอาวาสวัดพระธาตุคีรีเขต) ได้ให้ย้าย รอยพระพุทธบาทนี้  มาประดิษฐาน ณ อุโบสถวัดพระธาตุคีรีเขตจนถึงปัจจุบัน



พระบรมธาตุเจดีย์ บนภูเขาพระพุทธบาท

เรื่องเล่าต่อๆ กันมา ตั้งแต่โบราณกาล ว่า เคยมีประเพณีประจำปีของชาวตะกั่วป่า ในการเดินขึ้นภูเขาพระพุทธบาทเพื่อไปสักการะรอยพระพุทธบาท  ซึ่งจะมีการจัดงานฉลอง โดยการจุดไต้ หรือ คบเพลิง ไว้ตามเส้นทางเดินขึ้นลงเขา เป็นระยะๆ   ซึ่งจะมีคำกล่าวว่า "วันมาฆบูชา บ่ายสามนาฬิกา วันทารอยพระบาท พระศรีบรมธาตุ บนพระบาทคีรี" ประเพณีนี้ เริ่มหายไป ในช่วงเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง หลังจากสงครามโลกสงบ หลายรุ่นสู่รุ่นพยายามที่จะสร้างพระบรมธาตุเจดีย์ บนภูเขาพระพุทธบาท   จนมาเริ่มก่อสร้างในสมัย พระครูศรีปริยัติยากร(อจ.จิตติ)  ฉายา สุภาจาโร  [วิทยฐานะทางโลก ปริญญาตรีพุทธศาสตร์บัณฑิต ทางธรรม เปรียญธรรม ๗ นักธรรมเอก ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพระธาตุคีรีเขต ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๑๔ ถึงปัจจุบัน และดำรงตำแหน่งเจ้าคณะอำเภอตะกั่วป่า]   เมื่อวันที่ ๑๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๔  เวลา ๐๙.๐๙ น. โดยเป็นปฐมฤกษ์ในการเจาะเสาเข็มขนาด ๖๐ เซ็นติเมตร เพื่อเริ่มการก่อสร้าง

การดำเนินการก่อสร้างพระบรมธาตุเจดีย์

การออกแบบรูปลักษณะของพระบรมธาตุเจดีย์

ประวัติความเป็นมาเมืองตะกั่วป่า ช่วงต้นรัตนโกสินทร์ ในยุดปลายรัชกาลที่ ๒ มีการศึกกับพม่า เมื่อสิ้นสงคราม  รัชกาลที่ ๓ ทรงโปรดเกล้า ให้มีการบำรุงเมืองขึ้นมาใหม่ จึงนำมาสร้างเป็นเอกลักษณ์ส่วนหนึ่งขององค์พระบรมธาตุเจดีย์  คือ ความสูงขององค์พระบรมธาตุ สูง ๓๙ เมตร  สื่อความหมายถึง ความริเริ่มในการสร้างที่มีมาตั้งแต่รัชสมัยของรัชกาลที่ ๓ จนมาสำเร็จในช่วงของรัชกาลที่ ๙

ศิลปะขององค์พระบรมธาตเจดีย์ สร้างในแบบศิลปะศรีวิชัย เพื่อให้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น  เจดีย์เป็นรูปทรงเจดีย์สี่เหลี่ยมย่อมุม  มีประตูเข้าออกได้องค์เจดีย์ได้ สี่ทิศ   ด้านบนองค์พระบรมธาตุเจดีย์ออกแบบเป็นรูปบาตรซ้อนกัน ๕ ใบ หมายถึงพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ ต่อด้วยปล้องไฉนและยอดฉัตร องค์พระบรมธาตุเจดีย์ตั้งอยู่บนฐาน ประทักษิณ ๓ ชั้น มีบันไดขึ้นลงฐานประทักษิณทั้ง ๔ ทิศ โดยทางทิศเหนือเชื่อมต่อกับบันไดทางขึ้น-ลง องค์พระบรมธาตุเจดีย์ ที่ตรงกับลานบ่อเงิน-บ่อทองด้านล่าง  สำหรับภายในองค์พระบรมธาตุเจดีย์ออกแบบเป็นห้องโถงมีเจดีย์องค์เล็ก จำลองแบบมาจากพระธาตุไชยา ตั้งอยู๋กลางห้องวางปิดทับบริเวณอุโมงค์ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ

องค์พระบรมธาตุเจดีย์ ถูกออกแบบมาสำหรับความแข็งแรงและการรองรับ กรณีเกิดแผ่นดินไหว ที่ขนาด 8.5 ริกเตอร์

ผู้เขียนแบบ พระบรมธาตุเจดีย์ เบื้องต้น : อจ.จักรพร สุวรรณนคร อจ.ประจำคณะสถาปัตยกรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


เมื่อการก่อสร้างพระบรมธาตุเจดีย์เสร็จสมบูรณ์  พระบรมสารีริกธ่าตุที่จะอัญเชิญมาบรรจุในพระบรมธาตุเจดีย์ มีดังนี้ 

พระบรมสารีริกธาตุ ของวัดพระธาตุคีรีเขต ที่ เจ้าเมืองตะกั่วป่า ถวายไว้ มาแต่โบราณ 
พระบรมสารีริกธาตุที่พระครูศรีปริยัตยากร (เจ้าอาวาส ปัจจุบัน) ได้รับมอบจากสมเด็จพระพุฒาจารย์(เกี่ยว) 
พระบรมสารรีริกธาตุ จากสาธุชนทั่วสารทิศนำมาร่วมบรรจุ เช่น พระบรมสารีริกธาตุจากพระบรมธาตุเจดีย์ทุ่งยั้ง อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ (พระบรมธาตุเจดีย์ศิลปะสุโขทัยยุคต้น ชำรุดเมื่อคราวเกิดแผ่นดินไหวในรัชกาลที่ ๙)
พระบรมสารีริกธาตุ จากคณะศรัทธาชาวเชียงใหม่ 
พระบรมสารีริกธาตุ จากคณะพุทธศาสนิกชนจากสวนสันติธรรม อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี 
พระบรมสารีริกธาตุ จากมูลนิธิแสงธรรม 

นอกจากพระบรมสารีริกธาตุแล้วยังอัญเชิญพระธาตุพระอสีติมหาสาวก และพระอรหันตธาตุ  (บางส่วนจากมูลนิธิแสงธรรม) เช่นพระธาตุพระสารีบุตร พระธาตุพระโมคัลลานะ และพระธาตุพระสีวลี มาร่วมบรรจุด้วย

นับว่าเป็นพระบรมธาตุเจดีย์ ซึ่งเป็นที่ประทับของพระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันตธาตุที่เป็นมงคลยิ่ง


ขณะนี้ ยังคงมีการก่อสร้างเรื่อยมา  สำหรับท่านผู้มีจิตศรัทธา ก็สามารถติดต่อ หรือทำบุญได้ กับทางวัดพระธาตุคีรีเขต


ภาพพระบรมธาตุเจดีย์เมื่อเสร็จสมบูรณ์

ภาพเมื่อพระบรมธาตุเจดีย์ สร้างแล้วเสร็จ  ซุ้มบันแถลงที่ฐานยอดพระบรมธาตุเจดีย์แต่ละทิศ ซึ่งอยู่ช่วงที่เป็นรูปทรงบาตรใบแรก ช่องแสงประดับกระจกสีเป็นภาพเทพบุตร"กา"   ซึ่งตามตำนาน เทพบุตร"กา"  เป็นเทพารักษ์ผู้พิทักษ์พระบรมธาตุเมืองนครศรีธรรมราชประจำทั้ง ๔ ทิศ คือ กาเดิม(รูปกายสีดำ) การาม(รูปกายสีเขียว) กาชาด (รูปกายสีแดง) และกาแก้ว(รูปกายสีขาว) โดยภาพเทวดาทรงกาสีต่างๆตามทิศเป็นพาหนะเสมือนเป็นเทพจำลอง ส่วนช่องเหนือซุ้มแต่ละทิศเป็นช่องแสงประดับกระจกสี เพื่อให้แสงสอดส่องเข้าไปสู่ยอดโดมแล้วหักเหส่องลงมากระทบ ยอดพระเจดีย์องค์เล็กที่ประดิษฐานอยู่ภายใน ก่อให้เกิดความงดงาม ในยามที่ทุกคนกราบไหว้พระบรมสารีริกธาตุ ภายในพระบรมธาตุเจดีย์ 


พิกัด GPS วัดพระธาตุคีรีเขต(วัดลุ่ม) :     8.828564, 98.359096

แผนที่ วัดพระธาตุคีรีเขต(วัดลุ่ม)



ขอบคุณ  ครับ  😄


สำหรับท่านที่ สนใจจะจองที่พักใน จังหวัดพังงา สามารถกดดูรายละเอียดที่  ลิงค์นี้  หรือ  ลิงค์นี้  ก็ได้ ครับ

เที่ยวไหนดี?... อยุธยา ที่พักริมน้ำ อยุธยา การ์เด้น ริเวอร์ โฮม บ้านสวนริมน้ำ บรรยากาศธรรมชาติ

เที่ยวไหนดี?...  อยุธยา ที่พักริมน้ำ อยุธยา การ์เด้น ริเวอร์ โฮม บ้านสวนริมน้ำ บรรยากาศธรรมชาติ 😀


วันหยุดสุดสัปดาห์ ที่ไม่อยากเดินทางไกลจากกรุงเทพฯ เท่าไรนัก   อยากใช้เวลาพักผ่อนกับสถานที่ให้นานๆ  ด้วยความเป็นคนชอบที่พักที่อยู่ติดริมแม่น้ำ เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงพยายามเสาะหา ที่พักที่เมื่อมองจากห้องแล้วเห็นริมแม่น้ำ  และห้องอยู่ใกล้กับแม่น้ำให้มากที่สุด

เดินทางมาถึง ที่พัก อยุธยา การ์เด้น ริวเวอร์ โฮม หรือ บ้านสวนริมน้ำ ซึ่งตั้งอยู่ใน ตำบลบางกระสั้น อำเภอบางปะอิน (แถวๆ บางไทร) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา   บรรยากาศภายในเป็นแบบไทยๆ  อาคารห้องพัก จัดให้เหมือนอยู่ภายในบรรยากาศแบบไทย  มีห้องพักอยู่สองแบบ หรือ แบบวิวสวน และวิวแม่น้ำ  สำหรับ วิวสวน ก็ไม่ใช่ว่าจะมองไม่เห็นแม่น้ำ   เพียงแต่มองจากภายในห้องพัก จะเห็นสวนเสียเป็นส่วนใหญ่ และถ้านักท่องเที่ยวต้องการสัมผัสบรรยากาศริมน้ำ  ก็สามารถออกมานั่งที่ระเบียงหน้าห้องได้

ห้องพักวิวสวน
ห้องพักวิวสวน ติดทางประตูเข้าหน้าห้อง
ทางที่พัก ก็มีแพ หรือโป๊ะ ริมน้ำ ซึ่งผู้ที่มาพักสามารถมานั่งได้  ส่วนใหญ่เวลาที่เหมาะสำหรับนั่ง ก็จะเป็นช่วงเช้า หรือเย็นก่อนพระอาทิตย์ตก  สามารถสั่งอาหารมารับประทานระหว่างการนั่งเล่นได้

ห้องพักวิวสวน ติดทางห้องน้ำ
ห้องน้ำ ห้องวิวสวน
คืนแรก นอนห้องพัก วิวสวน เป็นเตียงคู่  ได้ห้องชั้นบน มีระเบียงด้านนอกห้อง  ที่นี่ภายในห้องพัก จะตกแต่งคล้ายกัน  ห้องที่ได้พัก เป็นห้องที่ ทางรีสอร์ทแจ้งว่า บรรยากาศดีมาก และชาวต่างชาติส่วนใหญ่จะชอบห้องนี้  ส่วนห้องน้ำ ก็เป็นแนวโอเพน คือ หลังคาเปิด ซึ่งกำแพงจะทำสูง เหมาะสำหรับคนที่ขอบแนวอาบน้ำท่ามกลางธรรมชาติ  กลางคืนเงียบสงบ ได้ยินเสียงจิ้งหรีด และแมลงธรรมชาติ สลับไปมา  ตอนแรก ก็เกรงว่า ห้องน้ำแนวโอเพน แบบนี้ อาจจะทำให้แมลงมาเล่นไฟ เยอะ เวลาอาบน้ำ แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว ก็ไม่มี   ถ้าแมลงจะเยอะจริงๆ  ก็เป็นเวลาช่วงประมาณหนึ่งทุ่มถึงสองทุ่ม  หลังจากนี้ แล้ว ก็จะลดลงเรื่อยๆ

ตื่นเช้า เข้าสู่วันใหม่ ออกเดินทางไปท่องเที่ยว ไหว้พระ ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา กลับเข้าสู่ที่พักในช่วงบ่ายกับการพักคืนที่สอง ที่เป็นห้องวิวแม่น้ำ  ห้องนี้ ถือว่าเป็นห้องที่ ไฮไลท์ของที่นี่ สำหรับผม ครับ เป็นห้องที่ติดริมน้ำ เลย  นั่งอยู่บนเตียงก็เห็นแม่น้ำ สำหรับห้องน้ำ ก็แนวเปิดหน้าต่างออกไป ก็เห็นแม่น้ำเจ้าพระยา เช่นกัน  ประเมินดูแล้ว ห้องน้ำเปิดหน้าต่าง จะมองเห็นภายนอก ถ้าข้างนอก ซึ่งอยู่อีกฝั่งหรือนั่งเรือผ่านมา ก็จะมองไม่เห็นภายในห้องน้ำ

ห้องพักวิวแม่น้ำ เป็นห้องที่ติดริมน้ำ

ห้องพักวิวแม่น้ำ หน้าต่างเห็นแม่น้ำเจ้าพระยา
ห้องน้ำที่ห้องนี้ จะไม่เหมือนกับห้องวิวสวน เมื่อคืน เป็นห้องแบบหลังคาปิด แต่หน้าต่างเปิดเห็นแม่น้ำเจ้าพระยา เหมือนอาบน้ำริมน้ำเจ้าพระยา ก็เป็นบรรยากาศสัมผัสกับธรรมชาติอีกแบบ

บรรยากาศก่อนเข้าห้องน้ำ

สุขภัณฑ์ ภายในห้องน้ำ

อ่างล้างหน้า ในห้องน้ำ
หน้าต่างสู่วิวเจ้าพระยา ภายในห้องน้ำ
ตื่นเช้าเข้าสู่วันใหม่ ออกมาเก็บภาพ บรรยากาศภายในรีสอร์ทบ้าง เห็นว่าที่นี่ มีอาหารแนะนำ คือกุ้งแม่น้ำเผา จึงสั่งมาลองชิม  กุ้งแม่น้ำเผาของที่นี่ เป็นกุ้งขนาดใหญ่ มันกุ้งเยิ้มมัน น่ารับประทานมากครับ  พักผ่อนกับบรรยากาศริมน้ำ ถึงสองวัน ก็นับว่าได้ชาร์จแบตพลังใจขึ้นมาเยอะเหมือนกัน พร้อมรับสิ่งใหม่ๆ  ที่พักแบบนี้ เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ชอบแนวสโลวไลฟ์ เรื่อยๆ กับสายน้ำที่ไม่ไหลย้อนกลับ



บรรยากาศ นั่งพักผ่อนริมน้ำ ของทางรีสอร์ท

กุ้งแม่น้ำเผา (รายการจานเด็ด)

พิกัด GPS  อยุธยา การ์เด้น ริเวอร์ โฮม  :   14.191486, 100.550108

แผนที่ อยุธยา การ์เด้น ริเวอร์ โฮม  :



สำหรับการเดินทางจากกรุงเทพฯ  จากรังสิต ผ่านมา ๒๐ กิโลเมตร จะเป็นทางต่างระดับบางปะอิน ให้ชิดซ้าย เพื่อมุ่งหน้าเข้าสู่ถนนกาญจนาภิเษก วงแหวนตะวันตก ที่จะมุ่งหน้าไปทางบางบัวทอง  เมื่อเข้าสู่ถนนกาญจนภิเษกแล้ว ๖ กิโลเมตร จะถึงทางต่างระดับที่จะไปทาง บางปะหัน ขึ้นสะพานโค้งซ้าย เข้าสู่ทางหลวงหมายเลข ๓๔๗ เดินทางไป ๔ กิโลเมตร จะพบสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา ให้ชิดซ้าย ไป ๖๐๐ เมตร แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าซอยไป ๓๕๐ เมตร ก็จะพบ อยุธยา การ์เด้น ริเวอร์ โฮม ทางด้านขวามือ

สำหรับท่านที่สนใจที่พักริมแม่น้ำเจ้าพระยาในแนวนี้ แต่เป็นบ้านทรงไทย  ซึ่งจัดเป็นแนวเหมือนหมู่บ้านทรงไทย สามารถดูรายละเอียดได้ที่นี่ ครับ


ขอบคุณ  ครับ  😄


สำหรับท่านที่ สนใจรายละเอียดที่พัก อยุธยา การ์เด้น ริเวอร์ โฮม  สามารถกดดูรายละเอียดที่  ลิงค์นี้  หรือ  ลิงค์นี้  ก็ได้ ครับ

เที่ยวไหนดี? ... ไหว้พระ ภูเก็ต วัดไชยธาราราม (วัดฉลอง)

เที่ยวไหนดี? ... ไหว้พระ ภูเก็ต วัดไชยธาราราม (วัดฉลอง) 😀


วัดฉลอง  เป็นวัดที่เก่าแก่ ในจังหวัดภูเก็ต ไม่ปรากฎหลักฐานแน่ชัดว่าสร้างขึ้นเมื่อใด บ้างว่ามีแต่เก่าก่อนมา ไม่สามารถสืบค้นถึงครั้นแรกเริ่ม มีเพียงหลักฐานที่สืบค้นได้ว่า "พ่อท่านเฒ่า" เป็นเจ้าอาวาสก่อน หลวงพ่อแช่ม    บ้างสันนิษฐานว่า วัดแห่งนี้สร้างขึ้นยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น ช่วงรัชสมัย รัชกาลที่ ๒  คราวที่พม่ายกทัพมาตีเมืองถลาง   ราษฏรได้อพยพมาอาศัยอยู่ที่บริเวณนี้  แล้วปลอดภัยจากการศึก อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข   จึงได้สร้างวัดขึ้นมา แล้วอาราธนา "พ่อท่านเฒ่า" มาเป็นเจ้าอาวาส

ถนนทางเข้าวัดไชยธาราราม
หลวงพ่อแช่ม เกิดที่ทับปุด จ.พังงา เมื่อปี พ.ศ.๒๓๗๐ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๓)   พ่อแม่ ส่งท่านให้มาอยู่ที่วัดฉลอง ตั้งแต่เยาว์วัย มาเป็นศิษย์ของ "พ่อท่านเฒ่า" ครั้น อายุถึงเกณฑ์บวช ท่านก็เข้าสู่ร่มร่มกาสาวพัสตร์ บวชเรียนเป็นเณร และพระภิกษุ ตามลำดับ จำพรรษาที่วัดฉลองเรื่อยมา

ท่านศึกษาเล่าเรียนทางวิปัสนาธุระจากพ่อท่านเฒ่า จนเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญทางวิปัสนาธุระ เป็นอย่างสูง และมีชื่อเสียงทางด้านวิชาอาคม  โดยในปี พ.ศ. ๒๔๑๙  ภาวะเศรษฐกิจในอุตสาหกรรมเหมืองแร่ ตกต่ำ ทำให้นายเหมือง ไม่มีเงินพอจ่ายให้กับกรรมกรชาวจีน ในช่วงวันตรุษจีน  ทำให้เกิดการจลาจลหลายจังหวัดทางภาคใต้ ซึ่งเริ่มต้นที่ จังหวัดระนอง  ทางราชการได้ทำการปราบปราม จนมีกรรมกรบางกลุ่มหนีมาอยู่ที่ ภูเก็ต และรวมตัวกับชาวจีนบางกลุ่มที่ภูเก็ต ที่ไม่พอใจเรื่องการเก็บภาษี ของพระยาวิชิต (ทัด) ในขณะนั้น  ทำการก่อกบฎ  เที่ยวออกปล้นสะดม

การปล้นมีเรื่อยมา จนเกิดข่าวคราวว่า กรรมกรจีนจะมาปล้นที่บ้านฉลอง  ชาวบ้านจึงพากันหนีขึ้นไปซ่อนตัวที่ภูเขา  ชาวบ้านสองสามคน ที่เป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อแช่ม มาชวนให้ท่านหนีไปด้วยกัน ท่านจึงตอบกลับไปว่า

วิหาร อนุสาวรีย์ที่ประดิษฐานรูปหล่อ
หลวงพ่อแช่ม, หลวงพ่อช่วง และ หลวงพ่อเกลื้อม 
"ข้าอยู่ในวัดนี้มาตั้งแต่ยังเป็นเด็กจนอายุถึงปานนี้แล้ว ทั้งเป็นสมภารเจ้าวัดอยู่ด้วย จะทิ้งวัดไปเสียอย่างไรได้ พวกสูจะหนีก็หนีเถิด แต่ข้าไม่ไปละ จะต้องตายก็จะตายอยู่ในวัดอย่าเป็นห่วงข้าเลย"

ลูกศิษย์พยายามอ้อนวอนเท่าใด ก็ไม่สำเร็จ จึงตัดสินใจว่า เมื่อท่านไม่ยอมไปก็จะอยู่กับท่าน จึงพูดกับหลวงพ่อแช่ม ว่า "ถ้าขรัวพ่อไม่ไป พวกผมก็จะอยู่เป็นเพื่อน แต่ขออะไรพอคุ้มตัวสักอย่างหนึ่ง"  ท่านจึงเอาผ้าขาว มาลงยันต์เป็นผ้าประเจียดแจกให้คนละผืน

จากนั้น กลุ่มลูกศิษย์กลุ่มนี้ ก็ได้ชักชวนเพื่อนมารวมตัวกันได้สัก ๑๐ คน แล้วนิมนต์ท่านให้ไปอยู่ที่โบสถ์ เพื่อความปลอดภัย จากนั้น จึงเตรียมอาวุธต่างๆ ให้พร้อม แล้วมาพักอยู่ที่วัดฉลอง ผ่านมาสองวัน จีนกลุ่มหนึ่งก็ออกปล้นสะดม มาที่บ้านฉลอง  แต่พวกจีนก็ทราบข่าวอยู่ว่าชาวบ้านหนีไปกันมากแล้ว จึงเดินด้วยความประมาท กลุ่มคนไทยที่วัดฉลองได้แอบ โดยเอากำแพงแก้วรอบโบสถ์บังตัว เมื่อกลุ่มจีนชุดนี้ เดินทางมาถึงก็ยิงเอา จนหนีกระเจิงไปโดยง่าย

กุฎิจำลอง หลวงพ่อแช่ม วัดฉลอง

เมื่อข่าวว่า "กลุ่มลูกศิษย์หลวงพ่อแช่ม วัดฉลองรบชนะจีน" แพร่กระจายไป  ชาวบ้านฉลองที่เคยหนีไปซ่อนตัวอยู่ตามภูเขา ก็พากันกลับมาที่หมู่บ้าน ชาวบ้านที่เป็นผู้ชายก็ไปหาท่านพระครูวัดฉลอง ขอรับอาสาว่า ถ้าพวกจีนยกมาอีกจะช่วยรบ แต่ท่านตอบว่า

"ข้าเป็นพระเป็นสงฆ์ จะรบฆ่าฟันใครไม่ได้สูจะรบพุ่งอย่างไรก็ไปคิดอ่านกันเองเถิด ข้าจะให้แต่เครื่องคุณพระสำหรับป้องกันตัว"

จากกลุ่มคนกลุ่มเล็กๆ ขยายเป็นกลุ่มใหญ่ร่วมกว่าร้อยคน หลวงพ่อแช่ม วัดฉลอง ก็ทำผ้าประเจียด แจกให้ทุกคน ชายชาวบ้านในกลุ่มเอาผ้าประเจียดโพกหัวเป็นเครื่องหมาย พวกจีนกบฎ จึงเรียกกลุ่มคนไทยที่วัดฉลองนี้ ว่า “อ้ายพวกหัวขาว”  เมื่อรวมกลุ่มแล้ว ก็มีการตั้งเป็นหมวดหมู่มีหัวหน้า  แล้วเลือกที่มั่น โดยรอบ  โดยมีวัดฉลองเป็นที่บัญชาการรบ

หลวงพ่อแช่ม (กุฎิจำลอง)
ต่อมา กลุ่มจีนกบฎ ก็ยกกันมาเป็นขบวนรบ มีทั้งธงนำและกลองสัญญาณ ยกมามากกว่าครั้งก่อน เดินทางมาถึงบ้านฉลองในรุ่งเช้า  กลุ่มคนไทยต่อสู้อยู่ในที่มั่นเอาปืนยิงกราดไว้  พวกจีนเข้าไปในหมู่บ้านฉลองไม่ได้ ก็หยุดอยู่ภายนอก ต่างฝ่ายต่างยิงโต้ตอบกัน จนถึงเวลาเที่ยง พวกจีนหยุดรบไปกินข้าวต้ม ทำให้ชะล่าใจ   กลุ่มลูกศิษย์หลวงพ่อแช่ม จึงเข้ารุมล้อมไล่ยิงในขณะที่ กำลังกินอาหาร  ไม่นานนักชาวจีนกบฎก็ล้มตาย ต่างหนีกระจัดกระจายไปหมด  นับแต่นั้นมาพวกจีนก็ไม่กล้าไปปล้นบ้านฉลองอีก แต่หัวหน้าจีน ได้ประกาศ ตั้งค่าหัวของหลวงพ่อแช่ม ในมูลค่าสูง

เมื่อทางราชการปราบพวกจีนกบฏแล้ว มีการยกเอาความชอบของเจ้าอธิการแช่มวัดฉลองที่ได้เป็นหัวหน้า ในการต่อสู้พวกจีนกบฏในครั้งนี้

รูปถ่ายหลวงพ่อ ในสมัยก่อน (ภาพตั้งไว้ในกุฎีจำลอง)
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) ทรงแต่งตั้ง หลวงพ่อแช่ม ให้เป็นพระครูวิสุทธิวงศาจารย์ ตำแหน่งสังฆปาโมกข์เมืองภูเก็ต ตั้งแต่นั้นมา  และทรงพระราชทานนาม วัดฉลอง เป็น วัดไชยาธาราราม   ส่วนชาวเมืองภูเก็ต ต่างเชื่อกันว่า ที่ชาวบ้านฉลองรบชนะพวกจีนกบฎ  เพราะท่านพระครูวัดฉลองมีอิทธิฤทธิ์ ในทางวิทยาอาคม จึงพากันนับถืออย่างผู้วิเศษทั่วทั้งจังหวัด 

จากคำบอกเล่า เกี่ยวกับ ครั้งนั้น ว่า มีพระสนมองค์หนึ่งในรัชกาลที่ ๕ ป่วยเป็นอัมพาต หลวงพ่อแช่มได้ทำน้ำพระพุทธมนต์ให้ไปรดตัวรักษา ปรากฏว่าอาการป่วยหายลงโดยเร็วสามารถลุกนั่งได้

โบสถ์ วัดฉลอง
หลังจากที่ชาวบ้าน ต่างนับถือ หลวงพ่อแช่มอย่างศรัทธา มีเหตุการณ์หนึ่ง เมื่อกลุ่มชาวประมงออกเรือเจอพายุกลางทะเล ต่างฝ่ายต่างบนบานศาลกล่าว ต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่นับถือ พายุก็ไม่สงบ ครั้นคิดว่าต้องเสียชีวิตแน่ๆ มีคนหนึ่ง พูดขึ้นมาว่า ถ้ารอดตายครั้งนี้ จะปิดทองที่ ขรัวพ่อวัดฉลอง  พายุก็สงบลง  เมื่อมาถึงฝั่ง พวกชาวประมง ก็มาขออนุญาตปิดทองหลวงพ่อแช่ม ท่านกล่าวว่า

"ข้าไม่ใช่พระพุทธรูปจะทำนอกรีตมาปิดทองคนเป็น ๆ อย่างนี้ข้าไม่ยอม"   แต่ชาวประมงก็โต้กลับว่า  "ก็ผมบนไว้อย่างนั้น ถ้าขรัวพ่อไม่ยอมให้ผมปิดทองแก้สินบน ฉวยแรงสินบนทำให้ผมเจ็บล้มตายขรัวพ่อจะว่าอย่างไร"

เนื่องด้วย ตัวหลวงพ่อแช่ม ก็เชื่อเรื่องแรงสินบน อยู่บ้าง เกรงว่าถ้าเกิดเหตุร้ายแก่ผู้บนบาน เพราะไม่ได้แก้แล้ว   บาปจะตกอยู่แก่ตัว ท่านก็ต้องยอม จึงเอาน้ำมาลูบขา แล้วยื่นออกไปให้ปิดทองคำเปลวที่หน้าแข้ง แต่ให้ปิดเพียงแผ่นเล็ก ๆ แผ่นหนึ่งพอเป็นกิริยาบุญ พอคนบนบาน กลับไปแล้ว ก็ล้างออกเสีย

เสียงเล่าลือ ว่า มีชาวเรือรอดตายด้วยการบนปิดทองที่ ท่านพระครูวัดฉลอง   ก็เริ่มมีผู้อื่นเอาอย่าง เช่น ในเวลาเจ็บไข้ หรือเกิดเหตุการณ์ กลัวว่าจะเป็นอันตรายก็บนบาน ว่าขอให้หายไข้ ไม่เป็นอันตรายแล้วจะปิดทองท่านพระครูวัดฉลอง

เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว  ท่านพระครูวัดฉลอง ก็ไม่รู้ว่าจะขัดขืนอย่างไร จึงจำต้องยอมให้ปิดทอง หลังจากนั้น จึงเกิดประเพณีปิดทอง ท่านพระครูวัดฉลองขึ้น  ครั้งใดที่ หลวงพ่อแช่มเข้าเมือง ถ้ามีชาวบ้านใดที่บนปิดทอง และต้องการแก้บน ก็จะร้องนิมนต์หลวงพ่อ  หลวงพ่อท่านก็ต้องหยุดให้ปิดทองที่หน้าแข้ง

โบสถ์ วัดฉลอง
คราหนึ่ง เด็กผู้หญิงคนหนึ่งในภูเก็ต ชอบพูดเล่นออกทางสัปดน เกิดเจ็บป่วย จึงเอ่ยปากว่า ถ้าตนเองหายป่วย จะปิดทองบริเวณที่ลับของหลวงพ่อแช่ม  เมื่อหายไข้ เด็กหญิงก็ถือว่าพูดเล่น ครั้นกลับมาป่วยไข้ อีก รักษาอย่างไร ก็ไม่หาย พ่อแม่จึงไต่ถามว่า ได้บนบานอะไรหรือเปล่า?  เด็กหญิงทนเจ็บไข้ไม่ไหว จึงเล่าให้ฟัง  เมื่อ พ่อแม่ ทราบเรื่อง ก็มาปรึกษากับ หลวงพ่อแช่ม

ท่านพระครูวัดฉลอง ก็บอกว่า บนลามกอย่างนี้ ใครจะยอม  ส่วน ตัวพ่อแม่ เด็กเองก็เกรงว่าลูกจะเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต จึงรบเร้าหลวงพ่อ   ท่านจึงออกอุบาย เอาไม้เท้าสอดไว้ใต้ที่นั่ง แล้วให้เด็กคนนั้น มาปิดทองที่ปลายไม้เท้า  พอแก้บนแล้ว ก็หายจากการเจ็บไข้

ในพระนิพนธ์ของ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เกี่ยวกับหลวงพ่อแช่ม ได้กล่าวไว้ว่า "การที่คนปิดทองท่านพระครูวัดฉลอง เป็นที่แรกที่เกิดประเพณีปิดทองคนเป็น ๆ เหมือนเช่นพระพุทธรูปหรือเทวรูปที่ศักดิ์สิทธิ์"  และ สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ทรงเคยเห็น ที่หน้าแข้งของหลวงพ่อแช่ม มีแผ่นทองปิดอยู่ จึงมีการไต่ถามถึงที่มา ว่าเหตุใด คนจึงศรัทธาอย่างนั้น มีความตอนหนึ่งที่หลวงพ่อแช่มกล่าวเกี่ยวกับการปิดทองว่า "ที่ถูกปิดทองนั้นอยู่ค่อนข้างรำคาญ ด้วยคันผิวหนังตรงที่ทองปิด จนล้างออกเสียแล้วจึงหาย แต่ก็ไม่กล้าขัดขวางคนขอปิดทอง"

หลวงพ่อช่วง (กุฎิจำลอง)
ไม่เพียงแต่ชาวไทยในภูเก็ตที่มีความศรัทธาในตัวท่าน ชาวจังหวัดปีนัง (มาเลเซีย) ขณะนั้น อยู่ในอาณานิคมของอังกฤษ ก็ยังมีความเคารพเลื่อมใสท่าน ยกย่องท่านเสมือนเป็นสังฆปาโมกข์ของจังหวัดปีนัง ถ้ามีการบวชนาค, การสร้างโบสถ์ใหม่ รวมถึงการชำระอธิกรณ์ ก็จะนิมนต์ท่านทุกครั้งไป

หลวงพ่อเกลื้อม (กุฎิจำลอง)
นอกจากความศรัทธาของชาวบ้านที่มีต่อหลวงพ่อแช่ม ในเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ แล้ว  ท่านยังเป็นพระที่มีชื่อเสียงการปรุงสมุนไพร และรักษาโรค เข้าเฝือกผู้ป่วยกระดูกหัก อีกด้วย   หลวงพ่อแช่มมรณภาพ เมื่อวันที่ ๑๘  เมษายน พ.ศ. ๒๔๕๑   ประชาชนก็ยังคงศรัทธาต่อหลวงพ่อเรื่อยมา ขณะนั้น มีเพียงรูปถ่ายท่าน ชาวบ้านก็ยังปิดทองที่รูปถ่าย จนเว้นไว้ในบริเวณที่เป็นใบหน้าของหลวงพ่อแช่ม   ในปี พ.ศ. ๒๔๘๖ ได้มีการสร้างรูปเหมือนหลวงพ่อแช่มและหลวงพ่อช่วง มาประดิษฐานที่วัดฉลอง โดยพระวิสุทธิวงศาจารย์ญาณมุนี  “เพรา  พุทธสโร” เจ้าคณะจังหวัดภูเก็ต ได้มีการทำเหรียญที่ระลึกหลวงพ่อแช่ม ไว้แจกจ่าย เพื่อเป็นการหาทุนในการสร้าง ครั้งนั้น

พระมหาธาตุเจดีย์พระจอมไทยบารมีประกาศ

พระมหาธาตุเจดีย์พระจอมไทยบารมีประกาศ


ในปี พ.ศ. ๒๕๑๗ พระครูครุกิจจานุการ (พ่อท่านเกลื้อม) เจ้าอาวาสวัดฉลองในขณะนั้นได้ปรารภกับพุทธบริษัทชาวบ้านฉลองและชาวภูเก็ตทั่วไป ว่า ในแถบฝั่งทะเลอันดามัน (ด้านตะวันตก) ของประเทศไทย  ยังไม่มีพระบรมธาตุ ที่จะให้พุทธศาสนิกชนได้รำลึกถึงองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า บรรดาพุทธศาสนิกชนต่างก็มีความเห็นพ้องตามคำปรารภของหลวงพ่อเกลื้อม จึงเริ่มการรวบรวมทุนทรัพย์ ก็ยังไม่เพียงพอ หลังจากพ่อท่านเกลื้อม มรณภาพ ก็มี พระศรัปริยัติสุธี (เฟื่อง สจฺจานนโท) ขึ้นมาเป็นเจ้าอาวาสวัดฉลอง ในลำดับต่อมา จนมรณภาพ และ ต่อมา พระครูอุดมเวชกิจ (หลิม อุตตมฺญาโณ) ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาส  ท่านได้เรียกประชุม คณะกรรมการวัด ชาวบ้าน และผู้มีจิตศรัทธา ถึงความคิดและแนวทางในการสร้างพระธาตุให้สำเร็จ ในเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๐

ในวันศุกร์ที่ ๖ มีนาคม ๒๕๔๑ เวลา ๐๙.๓๙ น. มีพิธีวางศิลาฤกษ์ขึ้นในบริเวณลานวัดทางทิศตะวันออก ตรงตำแหน่งที่กำหนดให้เป็นสถานทีสำหรับก่อสร้างพระธาตุวัดฉลอง ขนาดพระธาตุวัดฉลองที่ก่อสร้างนี้มี ความกว้าง ๑๙ เมตร ความสูง ๖๑ เมตร ๓๙ เซนติเมตร มีฐานเป็นทรงสี่เหลี่ยม มีซุ้มรอบ ยอดสุดมีฉัตรทองคำ ใช้งบประมาณในการก่อสร้าง ๖๖ ล้านบาท

พระมหาธาตุเจดีย์พระจอมไทยบารมีประกาศ
เนื่องในวโรกาส อันเป็นมหามงคลสมัย ที่ ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทรงมีพระชนมายุ ๗๒ พรรษา พระปิยตัทสสีนนายกเถระ ซึ่งเป็นพระเถระของประเทศศรีลังกา ได้มีหนังสือกราบทูลสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชสกลมมหาสังฆปรินายก ให้เสด็จเยือนประเทศศรีลังกา เพื่อรับการถวายพระบรมสารีริกธาตุ เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองเนื่องในวโรกาสครบรอบ ๗๒ พรรษาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในครั้งนั้น
พระบรมสารีริกธาตุ
พระบรมสารีริกธาตุ ที่ได้อัญเชิญมาจากประเทศศรีลังกา ครั้งนั้น ส่วนหนึ่งได้มาบรรจุที่แห่งนี้ และ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชสกลมมหาสังฆปรินายก ได้ประทานนามพระธาตุวัดไชยธาราราม (วัดฉลอง) ว่า "พระมหาธาตุเจดีย์ พระจอมไทยบารมีประกาศ"



วิหารหลวงพ่อเจ้าวัด

หลวงพ่อเจ้าวัด หรือที่ชาวบ้านฉลอง เรียกกันว่า "พ่อท่านนอกวัด"  ไม่ทราบประวัติว่าสร้างขึ้นแต่เมื่อใด มีการพบ  ในช่วงเวลาที่ หลวงพ่อแช่ม อุปสมบทได้ ๓ พรรษา  ราว เดือนสิบ พ.ศ. ๒๓๙๓  โดยมี เด็กผู้ชายบ้านหนึ่ง พาควายไปกินหญ้า ครั้นเห็นตอไม้ ก็ผูกเชือกจูงกับหลักตอ ปล่อยให้ควายเล็มหญ้าในบริเวณนั้น ส่วนตัวเด็กก็กลับมาที่บ้าน แล้วล้มตัวนอน เที่ยงวัน พ่อเด็กก็บอกให้เด็กไปนำควายกลับ  เด็กคนนั้น ลุกจากที่นอนไม่ไหว เนื่องด้วยรู้สึกหนักคออยู่มาก ผู้เป็นบิดาจึงต้องเป็นผู้ไปนำควายกลับ  เมื่อไปถึงบริเวณที่ผูกเชือกจูงกับตอไม้ นั้น  บิดาสังเกตุเห็นว่า ควายมีลักษณะซึมไม่ขยับตัว  ครั้นแก้เชือกจูงกับตอไม้แล้ว ควายก็ขยับตัวเหมือนปกติ ส่วนเด็กที่บ้าน ก็รีบตามมาหาบิดาที่ผูกเชือกจูงนั้น
วิหารหลวงพ่อเจ้าวัด
ตกค่ำ บิดาของเด็ก นำเรื่องดังกล่าว มาเล่าให้หลวงพ่อแช่มฟัง รุ่งสาง พระและชาวบ้าน ต่างพากันไปดูตอไม้นั้น ก็พิจารณาแล้วว่าเป็นพระพุทธรูป จึงปลูกโรง เพือบังแดด ฝนให้องค์พระ และล้อมรั้วโดยรอบ  ภายหลังมีการสร้างโรงเรือนถาวรขึ้น  ในปี พ.ศ. ๒๔๓๘  เดือนสิบสอง ฝนตกนาน ๓วัน ๓ คืน น้ำท่วมต้นข้าว รอบบริเวณ แต่ภายในโบสถ์พ่อเจ้าวัด น้ำไม่มีเข้าไป

หลวงพ่อเจ้าวัด
ในปี พ.ศ. ๒๔๓๘ เดือนเมษยน ในหลวงรัชกาลที่ ๖ ครั้นยังดำรงตำแหน่งพระบรมโอรสาธิราช เสด็จมาวัดฉลอง มีเรื่องเล่าว่า ทรงถ่ายรูปพ่อเจ้าวัด อยู่นาน ถ่ายอย่างไรก็ไม่ติด


พระพุทธรูป อยู่หลังวิหารอนุสาวรีย์หลวงพ่อแช่ม
ซึ่งสามารถถวายสังฆทานได้ที่ศาลานี้


พิกัด GPS วัดไชยธาราราม (วัดฉลอง)  :  7.846559, 98.337643

แผนที่ วัดไชยธาราราม (วัดฉลอง)    :


สำหรับการเดินทางมาวัดไชยธาราราม (วัดฉลอง)  ถ้าเริ่มจากสะพานท้าวเทพกระษัตรี (ข้างสะพานสารสิน)  (สะพานข้ามทะเลเข้าสู่อำเภอภูเก็ต) ใช้ถนนเทพกระษัตรี (ทางหลวงหมายเลข ๔๐๒) มาประมาณ ๓๔.๕ กิโลเมตร ถึงสามแยก บางคู เลี้ยวขวาเข้าถนนเฉลิมพระเกียรติรัชกาลที่ ๙  ตามเรื่อยมาจะเข้าสู่ถนนเจ้าฟ้าตะวันตก ระยะทางรวม ประมาณ ๑๔.๔ กิโลเมตร แล้วเลี้ยวซ้าย จะเห็นประตูวัดไชยธาราราม เข้ามาประมาณ ๔๐๐ เมตร ก็เข้าถึงพื้นที่วัดไชยธาราราม แล้วครับ

ถ้ามาที่วัดไชยธาราราม (วัดฉลอง) แล้ว ยังมีวัดใกล้ๆ อีกแห่ง น่าไป คือ วัดสีลสุภาราม(วัดหลวงปู่สุภา)  ครับ

ขอบคุณ  ครับ  😄




สำหรับท่านที่ สนใจจะจองที่พักใน จังหวัดภูเก็ต สามารถกดดูรายละเอียดที่  ลิงค์นี้  หรือ  ลิงค์นี้  ก็ได้
 หรือ  ลิงค์นี้  ก็ได้

เที่ยวไหนดี? ... ไหว้พระ ภูเก็ต วัดสีลสุภาราม(วัดหลวงปู่สุภา)

เที่ยวไหนดี? ... ไหว้พระ ภูเก็ต วัดสีลสุภาราม(วัดหลวงปู่สุภา) 😀

วัดสีลสุภาราม (วัดหลวงปู่สุภา) เป็นวัดที่อยู่ไม่ห่างจากวัดฉลอง หรือ วัดไชยธาราราม ซึ่งเป็นวัดที่ประชาขนชาวภูเก็ตและชาวไทยเคารพอย่างยิ่ง  โดยศรัทธาเลื่อมใส ในความศักดิ์สิทธิ์ และคุณความดี ของ หลวงพ่อแช่ม วัดฉลอง ซึ่งท่านเป็นที่พึ่งทางใจ ให้กับชาวบ้าน ในการต่อสู้ชนะกับกบฎอั้งยี่ (ชาวจีนที่ก่อการกบฏ ปล้นสะดมชาวบ้าน ในปี พ.ศ. ๒๔๑๙)  รวมถึงหลวงพ่อช่วง และหลวงพ่อเกลื้อม แห่งวัดฉลอง

สำหรับวัดสีลสุภาราม (วัดหลวงปู่สุภา)  เป็นวัดสุดท้าย ที่หลวงปู่สุภา กนฺตสีโล สร้าง  หลวงปู่สุภา มรณภาพเมื่อวันที่ ๒ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๖  ที่ สิริอายุ ๑๑๙ ปี  หลวงปู่สุภาเป็นคน อ.วาริชภูมิ จ.สกลนคร เกิดเมื่อวันที่ ๑๗ กันยายน พ.ศ. ๒๔๓๘ เริ่มบวชเณรเมื่ออายุ ๙ ขวบ เป็นศิษย์ของพระอาจารย์สีทัตต์ วัดท่าอุเทน จ.นครพนม  ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๖๓ ท่านได้ฝากตัวเป็นศิษย์ของหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า จ.ชัยนาท ภายหลังได้มีการไปศึกษาทางด้านกษิณ และฌานสมาบัติอยู่กับพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต   แล้วจึงออกธุดงค์ไปในทุกภาคของประเทศ รวมไปถึงประเทศใกล้เคียง

องค์พระ  หลวงปู่สุภา กนฺตสีโล
ตั้งอยู่ ณ พิพิธภัณฑ์ วัดสีลสุภาราม พ.ศ. ๒๕๕๐ 
ราวปี พ.ศ. ๒๕๐๐ หลวงปู่สุภา ได้ธุงค์ลงมาที่ภาคใต้ ก่อนจะมา จังหวัดภูเก็ต  หลวงปู่ได้นิมิตเห็นเทวดาองค์หนึ่งบอกให้ท่านมาช่วยโปรดคนกลุ่มน้อยในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตให้พ้นทุกข์  การมาถึงครั้งนั้น ท่านมาปักกลดอยู่บนเขารัง อ.เมือง จ.ภูเก็ต   โดยมีความตั้งใจที่จะสร้างวัดที่บริเวณเขารัง แต่เนื่องจากทางเจ้าของที่ดินไม่ขายที่ดินให้  ท่านตั้งใจถอนกลดเพื่อธุดงค์ต่อไป   ในคืนก่อนที่หลวงปู่สุภาถอนกลดนั้น หลวงปู่สุภาเกิดนิมิตว่า มีพระภิกษุชราภาพรูปหนึ่งมาปรากฏร่างที่ข้างกลดธุดงค์  ท่านจึงออกไปพบ พระภิกษุชรารูปนั้นก็ได้บอกหลวงปู่สุภาว่า  “อย่าได้เสียใจเลย ยังมีสถานที่ที่เขาต้องการให้ท่านไปสร้างวัด ชาวบ้านเขารอกันเป็นเวลานาน แต่ไม่มีใครไปสร้างให้ ขอข้ามทะเลไปยังเกาะสิเหร่ ที่นั่นคือที่ที่ท่านจะสมปรารถนา” 

จากนั้น หลวงปู่สุภา ลงเรือที่ทางญาติโยมจัดให้ เดินทางมายังเกาะสิเหร่ แล้วปักกลด แสวงหาวิเวกบนเกาะสิเหร่ จนมาพบที่ดินที่ถูกใจแปลงหนึ่ง โดยมีความตั้งใจสร้างสำนักวิปัสสนา ที่เขาเกาะสิเหร่ จึงสอบถามหาเจ้าของที่ ปรากฏว่า เจ้าของที่คือ แป๊ะหลี มีความเลื่อมใสในวัตรปฏิบัติของหลวงปู่สุภา จึงปวารณาตัวอุทิศที่ให้สร้างเป็นวัดขึ้นเป็นวัดแรกของเกาะ เรียกว่า “วัดเกาะสิเหร่” เป็นวัดลำดับที่ ๓๔ ของหลวงปู่

ในปี พ.ศ. ๒๕๐๓ จึงเริ่มมีการก่อสร้าง "วัดเขาเกาะสิเหร่" ขึ้น โดยมีหลวงพ่อสุภา กนฺตสีโล เป็นผู้ดำเนินงาน และการสนับสนุนของญาติโยม ผู้มีจิตศรัทธา การก่อสร้างเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ล่วงเลยมา ๖ ปี อาคารที่ใช้ประกอบศาสนกิจต่างๆ ก็แล้วเสร็จ เหมาะแก่การปฎิบัติธรรม  ชาวภูเก็ตมักเรียก "เกาะสิเหร่" ว่า "เขาหมอน"  หลวงปู่สุภา จึงปรารภกับ คุณสวัสดิ์ อุทัยศรี ศุลกากรเขตภูเก็ต (ขณะนั้น) ว่าจะสร้างพระพุทธรูปปางไสยาสน์ (พระนอน)  โดยสร้างถวายพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ  ญาติโยมทั้งหลายต่างอนุโมทนา ร่วมจัดสร้าง ในปี พ.ศ. ๒๕๐๔  จนแล้วเสร็จ ความยาวตลอดองค์ ๑๘.๕ เมตร ประดิษฐาน ณ ยอดเขา เกาะสิเหร่ นับเป็นปูชนียวัตถุที่สำคัญแห่งหนึ่งในจังหวัดภูเก็ต 


เมื่อสร้างองค์พระแล้วเสร็จ หลวงปู่สุภา ได้ทูลเกล้าฯ ขอพระราชทานแววพระเนตรสำหรับองค์พระ  จากในหลวงรัชกาลที่ ๙  และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานให้ตามคำกราบบังคมทูลขอ

ขณะนั้น ที่องค์พระ มีเพียงโรงไม้หลังคาสังกะสีใช้เป็นที่บังแดด บังฝน ชั่วคราว  หลวงปู่มีความประสงค์จะสร้างพระวิหารถาวร เพื่อให้สมพระเกียรติกับพระพุทธรูปองค์นี้  ซึ่งต้องใช้ทุนทรัพย์มาก ท่านจึงออกเดินทางมากรุงเทพฯ เพื่อพบอาจารย์ชุม ไชยคีรี (ผู้เชี่ยวชาญในการสร้างพระ)   หลังจากนั้น หลวงปู่ จึงสร้าง "พระเสด็จกลับ" พระเครื่องแบบพระผงผสมว่าน ไว้สำหรับแจกให้กับศิษยานุศิษย์ เพื่อสร้างพระวิหาร

หล้งจากสร้างวัดเกาะสิเหร่ หลวงปู่สุภา ก็ออกธุดงค์ เดินทางไปยังภาคอื่นๆ  แล้วกลับมา ที่ภูเก็ตอีกครั้ง โดยมาปักกลด ที่เขารัง  อยู่บริเวณด้านหลังโรงพยาบาลวชิระ   เหล่าศิษยานุศิษย์ เห็นพ้องกันว่า หลวงปู่สุภามีอายุมากแล้ว (ขณะนั้นท่านอายุ ๘๔ ปี)  อยากให้ท่านพำนักที่นี่ จึงมีการติดต่อซื้อที่ดิน ซึ่งเจ้าของที่ดินบนเขารังขายให้ ๑ ไร่เศษ  จึงจัดตั้งเป็นสำนักสงฆ์ (ตาม พ.ร.บ. การปกครอง
คณะสงฆ์ระบุ ไว้ วัดต้องมีเนื้อที่ไม่ต่ำกว่า ๖ ไร่)  ชื่อ  "สำนักสงฆ์เทพขจรจิตร" ตามชื่อ ของเจ้าของที่ดินเดิม คือ หมื่นขจรจิตรพงษ์ประดิษฐ์   หลวงปู่สุภา เล็งเห็นว่า เพื่อสร้างความสงบให้แก่เขารังและภูเก็ต ควรสร้างพระพุทธรูปปางประทานพร ไว้บนยอดเขารัง โดยมีการออกแบบให้หลังคาสำนักสงฆ์
เป็นฐานขององค์พระ   ซึ่งญาติโยมและศิษยานุศิษย์ ต่างอนุโมทนา ร่วมกันสร้างพระพุทธรูปนั่ง ปางประทานพระ แล้วเสร็จ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปนั่ง ปางประทานพร ที่ใหญ่ที่สุดในเกาะภูเก็ต (ขณะนั้น)  สามารถมองเห็นได้แต่ไกล

ต่อมา สำนักสงฆ์แห่งนี้  ได้รับประกาศแต่งตั้งให้เป็นวัดในพระพุทธศาสนา เมื่อวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๗  ใช้ชื่อว่า “วัดเขารังสามัคคีธรรม” และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ ๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๒  ซึ่งเป็นวัดลำดับที่ ๓๘ ที่หลวงปู่สุภาสร้าง

โบสถ์กลางน้ำ วัดสีลสุภาราม ภูเก็ต
ต่อมา ในปี พ.ศ.  ๒๕๔๔   หลวงปู่สุภา ได้สร้างวัดใหม่ อีกแห่งหนึ่ง โดยเป็นวัดลำดับที่ ๓๙ ที่หลวงปู่สุภาได้สร้างขึ้น และเป็นวัดสุดท้ายที่หลวงปู่สร้าง  วัดแห่งนี้ตั้งอยู่ บริเวณถนนเจ้าฟ้าตะวันตก ต.ฉลอง อ.เมือง จ.ภูเก็ต บนเนื้อที่ ๓๘ ไร่  ภายหลังได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ ๙ ว่า  “วัดสีลสุภาราม”

หลวงปู่สุภา ท่านได้อยู่ที่วัดแห่งนี้เรื่อยมาโดยตลอด จนกระทั่ง เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๕๕๕  ท่านก็ได้ย้ายไปอยู่ที่วัดคอนสวรรค์ จ.สกลนคร ซึ่งเป็นจังหวัดบ้านเกิดของท่าน

โบสถ์กลางน้ำ วัดสีลสุภาราม ภูเก็ต

นอกจากการสร้างวัด ที่ภูเก็ต แล้ว หลวงปู่สุภา ท่านยังได้สร้างตึกสงฆ์ที่โรงพยาบาลวชิระภูเก็ต และได้มีการมอบทุนการศึกษาให้แก่เด็กนักเรียนเป็นประจำทุกปี  


พิกัด GPS วัดสีลสุภาราม(วัดหลวงปู่สุภา)  :  7.854266, 98.328886

แผนที่ วัดสีลสุภาราม(วัดหลวงปู่สุภา)    :


สำหรับการเดินทางมาวัดสีลสุภาราม(วัดหลวงปู่สุภา)  ถ้าเริ่มจากสะพานท้าวเทพกระษัตรี (ข้างสะพานสารสิน)  (สะพานข้ามทะเลเข้าสู่อำเภอภูเก็ต) ใช้ถนนเทพกระษัตรี (ทางหลวงหมายเลข ๔๐๒) มาประมาณ ๓๔.๕ กิโลเมตร ถึงสามแยก บางคู เลี้ยวขวาเข้าถนนเฉลิมพระเกียรติรัชกาลที่ ๙  ตามเรื่อยมาจะเข้าสู่ถนนเจ้าฟ้าตะวันตก ระยะทางรวม ประมาณ ๑๔ กิโลเมตร แล้วเลี้ยวขวา เข้าสู่ ถนนเจ้าฟ้า ๖๙ เข้าไปอีก ๙๐๐ เมตร ก็จะถึงวัดสีลสุภาราม ครับ

ขอบคุณ  ครับ  😄


สำหรับท่านที่ สนใจจะจองที่พักใน จังหวัดภูเก็ต สามารถกดดูรายละเอียดที่  ลิงค์นี้  หรือ  ลิงค์นี้  ก็ได้

เที่ยวไหนดี? ... ไหว้พระ ภูเก็ต วัดพระทอง วัดพระผุด

เที่ยวไหนดี? ... ไหว้พระ ภูเก็ต วัดพระทอง วัดพระผุด 😀

มาถึงภูเก็ต นอกจาก ท้องทะเล ที่สวยงาม ธรรมชาติที่สดชื่น สิ่งหนึ่งที่เป็นสิ่งคู่บ้านคู่เมืองของทางภูเก็ต คือ วัด   "วัดพระทอง" หรือ อีกชื่อหนึ่งว่า "วัดพระผุด"  ตั้งอยู่ในอำเภอถลาง  วัดนี้แปลกกว่าวัดอื่นๆ  ตรงที่องค์พระผุด เป็นพระที่มีครึ่งองค์ ปรากฎ บนพื้นดิน

ผ่านประตูวัด ทางด้านขวาเป็นศาลา ที่ประดิษฐานองค์พระผุด วัดพระทอง
ตำนาน  ปรำปรา เล่ากันมา ว่า พระองค์นี้ มีมาอยู่แต่โบราณกาล โดยไม่ทราบว่าผู้สร้างเป็นผู้ใด  เวลาผ่านล่วงเลยมา ดินได้ทับถมองค์พระ จนเหลือเพียงครึ่งองค์ที่อยู่บนพื้นดิน และสภาพบริเวณโดยรอบ ก็รกร้างจนดูไม่ออกว่ามีองค์พระอยู่  เวลาล่วงเลยมานานมาก  จนวันหนึ่ง เด็กผู้ชายคนหนึ่งเลี้ยงควาย ตามที่พ่อแม่สั่งไว้  เมื่อถึงทุ่ง ก็ผูกควายไว้กับหลักแห่งหนึ่ง  ปล่อยให้ควายกินหญ้าบริเวณนั้น แล้วไปวิ่งเล่นตามประสา เมื่อกลับมาถึงบ้าน ก็ล้มป่วยและเสียชีวิต รวมถึงควายก็เสียชีวิตโดยไม่ทราบสาเหตุ ด้วย  ผู้เป็นพ่อฝันว่า สาเหตุที่บุตรและควายเสียชีวิตนั้น เกิดจากการนำเชือกไปผูกกับพระเกตุมาลา  พอรุ่งเช้า ผู้เป็นพ่อ จึงไปดูสถานที่ในฝัน  ก็ตรงดั่งที่ฝันจริง  ครั้นเจ้าเมืองถลาง ทราบว่าพบองค์พระ ก็มีรับสั่งให้ขุดเพื่อนำองค์พระขึ้นจากดิน  แต่ทุกครั้งที่ขุดดินลงไป  ก็มีตัวต่อแตนออกมาต่อยทุกครั้งไป  เจ้าเมืองจึงรับสั่งให้ทำหลังคา กันฝนและกันแดด แต่การขุดเสีย  ประชาชนในละแวกดังกล่าว จึงเรียกนามองค์พระว่า "พระผุด"

ภาพประวัติศาสตร์
ในหลวง รัชกาลที่ ๙  เสด็จวัดพระทอง เป็นการส่วนพระองค์
เมื่อวันที่ ๑๑  มีนาคม พ.ศ. ๒๕๐๒
ทรงลงพระปรมาภิไธย ย่อ ภ.ป.ร. บนแผ่นหินไว้เป็นพระอนุสรณ์ 

องค์พระผุด
เมื่อ คราวศึกสงครามในช่วงปี พ.ศ. ๒๓๒๘   ศึกพระเจ้าปะดุง ยกทัพมาตีถลาง ซึ่งองค์พระนี้มีอยู่ก่อนแล้ว และพม่าพยายามที่จะขนย้ายองค์พระออกจากที่ประดิษฐาน ครั้นพอขุดดินลงไปครั้งใด  ก็จะเกิดฝูงแตนมาต่อย ผู้ที่ทำการขุดทุกครั้ง จนต้องเลิกความตั้งใจเสีย

พระผุด หรือ พระทอง
สำหรับบางกระแส (ส่วนน้อย) ว่า พระองค์นี้ ได้ตกหล่น ครั้นในสมัยสงครามช่วงกรุงศรีอยุธยา เสียกรุงครั้งที่ ๒  โดยพม่าได้ขนทรัพย์สินต่างๆ ออกจากเมืองภูเก็ต แล้วได้ทำหล่นไว้

โบสถ์ วัดพระทอง อยู่ทางด้านขวามือ ขององค์พระผุด  (มุมขวาล่าง ระฆัง ของศาลา ที่ประดิษฐานองค์พระผุด)
ตามคำเล่าลือ ว่า พระผุด เป็นพระทองคำ  ซึ่งในสมัยเจ้าอาวาสรูปที่ ๑๕ ของวัดพระทอง คือ พระครูวิตถารสมณวัตร์ (ฝรั่ง)  ท่านได้ทำการบูรณะปฎิสังขรณ์วัด  ด้วยเกรงว่าองค์พระอาจจะทรุดตัวลงกว่าเดิม จึงทำการเสริมฐานพระพุทธรูปที่อยู่ใต้ดิน โดยเอาเหล็กแหลมตอกเข้าไปใต้ฐานองค์พระแล้วได้สกัดเนื้อพระพุทธรูป ไปพิสูจน์กับช่างทอง  ซึ่งช่างทองบอกว่าในเนื้อมวลสารนี้ มีทองคำอยู่ด้านใน  จึงทำให้ผู้คนยอมรับมากขึ้นว่า พระผุด คือ พระพุทธรูปทองคำ


ในรัชสมัย รัชกาลที่ ๕  เมื่อพ.ศ. ๒๔๒๕ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช (รัชกาลที่ ๖) ได้เสด็จ นมัสการพระผุด และ ทรงพระราชทานนามวัด นี้ว่า  "วัดพระทอง"



พิกัด GPS วัดพระทอง (พระผุด)     :  8.033946, 98.337646

แผนที่ วัดพระทอง    :


สำหรับการเดินทางมาวัดพระทอง  ถ้าเริ่มจากสะพานท้าวเทพกระษัตรี (ข้างสะพานสารสิน)  (สะพานข้ามทะเลเข้าสู่อำเภอภูเก็ต) มาถึงปากทางวัดพระทอง ประมาณ ๒๓ กิโลเมตร  ถ้าเห็น ที่ว่าการอำเภอถลาง ก็ถือว่าเลยแล้วครับ (ที่ว่าการอำเภอถลาง อยู่เลยจากปากซอย ๒๐๐ เมตร)  จากปากซอยวัดพระทอง เลี้ยวเข้ามาประมาณ ๔๕๐ เมตร ก็จะถึงวัดพระทอง ครับ


ขอบคุณ  ครับ  😄


สำหรับท่านที่ สนใจจะจองที่พักใน จังหวัดภูเก็ต สามารถกดดูรายละเอียดที่  ลิงค์นี้  หรือ  ลิงค์นี้  ก็ได้