เที่ยวไหนดี? ... วัดปัญญานันทาราม ตำบลคลองหก อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ตอนที่ ๓/๓

เที่ยวไหนดี? ... วัดปัญญานันทาราม โบสถ์ และการปฏิบัติธรรม   😀

วัดปัญญานันทาราม ตำบลคลองหก อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี


เมื่อออกจากห้อง ชั้นพุทธบารมี แล้ว ผมก็เดินเข้าวัด  ภายในวัด มีศุนย์จำหน่ายหนังสือ และสื่อธรรม หลากหลายรูปแบบ รวมถึงเสื้อผ้า สำหรับผู้เข้าปฎิบัติธรรมบวชเนกขัมมะบารมี  ซึ่งญาติโยม สามารถเลือกที่ถูกจริต กับตัวเองได้  ด้านอาคารข้างๆ ศูนย์จำหน่ายหนังสือ จะเป็นสถานีวิทยุกระจายเสียงพระพุทธศาสนา วัดปัญญานันทาราม FM 97.75 Mhz

อาคารศูนย์หนังสือ
สถานีวิทยุกระจายเสียงพระพุทธศาสนา วัดปัญญานันทาราม FM 97.75 Mhz
ระหว่างการออกอากาศ ภายนอก ก็จะได้ยินเสียงการอธิบายธรรมของพระพิธีกรบ้าง และเปิดเทปการบรรยายธรรมของพระเถราจารย์ต่างๆ  เดินผ่านต่อไปจะพบถาวรวัตถุ เป็นเสา ภายในวัด และจุดต่างๆ ภายในวัด จะมีข้อความธรรม  เพื่อให้ผู้ที่ผ่านไปมา เห็นได้ชัดเจน

คำสอน

ธรรมคำสอน

บรรยากาศโดยรอบ

โบสถ์

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เสด็จพระราชดําเนินทรงวางศิลาฤกษ์ สร้างวัดปัญญานันทาราม เมื่อวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๘  และทรงปลูกต้นสาละ พระราชทานนามว่า "สวนสาละสมเด็ จพระเทพรัตนราชสุดา" สำหรับอาคารหลังใหญ่เมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จ ได้รับพระบรมราชานุญาตให้ใช้นามอาคารว่า "อาคารเฉลิมพระเกียรติ" และได้อัญเชิญตราสัญลักษณ์ เฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ ๙ ประกอบไว้ ที่หน้าบรรณ


สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  เสด็จพระราชดําเนินอีกวาระหนึ่ง เพื่อทรงเป็นประธานเปิดอาคารเฉลิมพระเกียรติ และทรงประกอบพิธีเททองหล่อพระประธานประจําอุโบสถวัดปัญญานันทาราม เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ขนาดหน้าตักกว้าง ๗๒ นิ้ว ในวันที่ ๑๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๑

พระประธานในโบสถ์

แนวคิดในการสร้าง เป็นแนวอุโบสถธรรมชาติ คือ เพื่อระลึกถึงพระพุทธองค์ที่ทรงประสูติ ตรัสรู้ แสดงธรรม และปรินิพพาน ใต้ร่มไม้ตามธรรมชาติ ถวายเป็นพุทธบูชา พร้อม สวนสาละสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา, ลานธรรมกาญจนาภิเษก และ สวนป่าสมุนไพร

พระประธานปางมารวิชัย ในโบสถ์
บรรยากาศภายในโบสถ์
ด้านบนผนังของโบสถ์ มีจิตรกรรมปูนปั้น แสดงถึงพุทธประวัติ จำนวน ๑๑ ชิ้น ดังนี้











ด้านหลังโบสถ์ มีคำสอนของพระสมณโคดม

อาคารเฉลิมพระเกียรติ อยู่ตรงข้ามกับโบสถ์ เป็นอาคารเอนกประสงค์ ๓ ชั้น ใช้เป็นหอสวดมนต์, ห้องประชุม, ห้องให้การอบรมบรรยายธรรม เป็นต้น

อาคารเฉลิมพระเกียรติ

การบวชเนกขัมมะบารมี 

เนกขัมมะ หรือ เนกขัม ในความหมายของพระพุทธศาสนา หมายถึง การออกจากกาม, การออกบวช, ความปลอดโปร่งจากสิ่งล่อเร้าเย้ายวน ซึ่งเป็นข้อที่ ๓ ในบารมี ๑๐

พระ ในสถานที่ปฏิบัติธรรม

(อธิบายเพิ่ม :  บารมี ทางพุทธศาสนา หมายถึง คุณความดีที่บำเพ็ญอย่างยิ่งยวด เพื่อบรรลุจุดหมายอันสูงยิ่ง ซึ่งมีทั้งหมด ๑๐ ประการคือ ทาน, ศีล, เนกขัมมะ, ปัญญา, วิริยะ, ขันติ, สัจจะ, อธิษฐาน, เมตตา, อุเบกขา)

ศาลา ณ ระนอง อยู่ในส่วนของการปฎิบัติธรรม

ซึ่งการบวชเนกขัมมะบารมี ของวัดปัญญานันทาราม จะเป็นการปฎิบัติธรรม รักษาศีล ๘  เพื่อมุ่งเน้นพัฒนา บริหารจิตใจ ละจากกิเลส สิ่งเร้าต่างๆ รอบตัวของผู้ปฏิบัติธรรม ที่มีอยู่ทั่วไปในชีวิตประจำวัน  ให้รู้เท่าทันทุกข์  สามารถนำธรรมะที่ได้มาใช้ในการพัฒนาชีวิต และการงาน  ผู้เข้าร่วมโครงการสามารถเข้าปฏิบัติได้ทุกวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ โดยไม่ต้องจองล่วงหน้า

อาคารที่พักของผู้ปฏิบัติธรรม

คุณสมบัติผู้บวชเนกขัมมะบารมี
       
          ๑. มีศรัทธามุ่งเพื่อเจริญจิตภาวนา
          ๒. ปฏิบัติตามระเบียบของวัดอย่างเคร่งครัด
          ๓. รับจำนวนไม่จำกัด
          ๔. ไม่ต้องสมัครล่วงหน้า
          ๕. ผู้ที่สนใจมาสมัครและเข้าร่วมปฏิบัติธรรมได้เลย
               เช้าวันศุกร์ตั้งแต่เวลา ๐๘.๐๐ - ๒๐.๐๐ น.
               วันเสาร์ตั้งแต่เวลา ๐๘.๐๐ - ๑๑.๐๐ น.
               (หากมาหลัง ๑๘.๐๐ น.ของวันศุกร์เป็นต้นไป รับให้เข้าร่วมปฏิบัติธรรมได้ตามปกติ แต่ทางวัดขอสงวนสิทธิ์ในการมอบวุฒิบัตร เมื่อเสร็จสิ้นหลักสูตรการอบรม)

     - ในวันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา ๐๙.๐๐ น. เข้าร่วมกิจกรรมที่บริเวณลานหินโค้ง ด้วยการสวดมนต์ ทำวัตร ฟัง ธรรมเทศนา เจริญภาวนา ถวายสังฆทาน รับประทานอาหารเสร็จ มีสาธยายพระไตรปิฎก เสร็จกิจกรรม ทั้งหมดเวลา ๑๕.๐๐ น.

     - เมื่อลงทะเบียนแล้ว อนุญาตให้กลับพร้อมกันเวลาเดียว คือ วันอาทิตย์ เวลา ๑๕.๓๐ น. (หากมีเหตุ จำเป็นอยู่ปฏิบัติได้ไม่ตลอดหลักสูตร กรุณาแจ้งเจ้าหน้าที่ไว้ล่วงหน้าตอนลงทะเบียน หรือพึงพิจารณา ให้มีช่วงเวลาที่ว่างและสะดวก สามารถอยู่ได้ตลอดหลักสูตร จึงเข้าร่วมปฏิบัติ)

ที่พัก ในระหว่างการปฏิบัติธรรม

ระเบียบปฏิบัติในระหว่างการอบรม
๑. ท่านยินดีอยู่ร่วมกิจกรรมตลอดการฝึกอบรม พร้อมเข้าร่วมกิจกรรมทุกกิจกรรมอย่างตรงต่อเวลา
๒. มีความตั้งใจจริงในการปฏิบัติภาวนา งดการสนทนา เวลานี้เป็นเวลาแห่งการหาอริยทรัพย์
๓. งดการติดต่อกับบุคคลภายนอก งดการใช้เครื่องมือสื่อสาร (โทรศัพท์มือถือ) งดออกนอกบริเวณที่อบรม
๔. งดการนำอาหารหรือของขบเคี้ยวอื่นๆ เข้ามารับประทานในที่พัก เพื่อความเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย ควรรับประทานอาหารเฉพาะที่จัดไว้ งดอาหารของขบเคี้ยวมื้อเย็นตั้งแต่ ๑๒.๐๐ น. จนถึงรุ่งอรุณวันใหม่(อาหารที่จัดเตรียมสำหรับท่านมี ๒ มื้อ พร้อมน้ำปานะ / เครื่องดื่มตอนเย็น) เว้นจากเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เครื่องดื่มชุกำลังและน้ำอัดลม
๕. งดการใช้เครื่องประดับทุกชนิด และเครื่องรางของขลัง ไม่ยกเว้นนาฬิกา
๖. ตั้งใจปฏิบัติด้วยความกระตือรือร้น ไม่คาดหวังจนเกินไป อันจะทำให้เครียด มีความผ่อนคลาย ปล่อยวางภาระทางโลก
๗.โปรดเอื้อเฟื้อต่อผู้อื่น โดยการงดส่งเสียงดัง งดการคลุกคลี พูดคุยกันเป็นกลุ่ม และงดการเพ่งโทษผู้อื่น
๘. งดเว้นการพูดคุย สนทนา กับพระภิกษุสามเณรหรือผู้ปฏิบัติะรรมชายหญิง สองต่อสองในที่ลับคน
๙. มีสติอยู่ในทุกอิริยาบถ ฝึกทำงานและทำกิจวัตรทุกอย่าง ให้เป็นการปฏิบัติธรรม และมีส่วนร่วมในการบำรุงรักษาวัด
๑๐. โปรดช่วยกันรักษาความสะอาด (ด้วยการลดขยะนอกกาย ขยะในกาย และขยะในใจ) และใช้ทรัพยากร (น้ำ ไฟ) อย่างประหยัด รู้คุณค่า
๑๑. เป็นผู้มีสุขภาพดี ไม่มีโรคประจำตัวที่เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติธรรม ทั้งทางกายและจิตใจ และไม่เป็นผู้ติดยาเสพติดทุกชนิด
๑๒. ติดป้ายชื่อตลอดระยะเวลาฝึกอบรม
๑๓. ในระยะเวลาที่ร่วมอบรม เมื่อมีข้อสงสัยโปรดติดต่อพระอาจารย์ที่ดูแลได้ตลอดเวลา
๑๔. ในกรณีที่ท่านต้องการจะร่วมทำบุญบำรุงวัด ให้มาทำบุญที่สำนักงานกลาง โดยทางวัดจะออกใบอนุโมทนาบัตรให้ (งดเว้นการถวายให้กับบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการส่วนตัว)


สิ่งที่ผู้จะเข้าปฏิบัติธรรมจะจัดเตรียมมา
๑. การแต่งกาย
     ชาย เสื้อสีขาว-กางเกงสีขาว
     หญิง เสื้อสีขาว - ผ้าถุงขาว หรือกระโปรงยาวสีขาว กางเกงขายาวสีขาว  เพื่อความเรียบร้อย ขอรณรงค์ให้ผู้ปฏิบัตินุ่งผ้าถุงขาว (ไม่นุ่งกางเกงรัดรูป ขาสั้น หรือแต่งกายไม่สุภาพ)
๒. ยากันยุง ประเภทฉีด หรือ ทา
๓. กางเกงวอร์มหรือกางเกงหลวมใส่สบาย สำหรับฝึกโยคะ
๔. ของใช้อื่นๆ ที่จำเป็น เช่น สบู่ ยาสีฟัน ยารักษาโรคประจำตัว ฯลฯ
๕. ไฟฉาย
๖. กระบอกน้ำดื่มส่วนตัว ((ถ้ามี)

ที่นอน

ตารางกิจวัตรประจำวัน
   
     ๐๔.๐๐ น. - ตื่นนอน ทำภารกิจส่วนตัว
     ๐๔.๓๐ น. - ทำวัตรเช้า เจริญภาวนา ฝึกโยคะ
     ๐๖.๐๐ น. - บำเพ็ญบารมียามเช้าในวัด
     ๐๗.๐๐ น. - รับประทานอาหาร และเก็บภาชนะ
     ๐๙.๐๐ น. - ฟังธรรม / เจริญภาวนา
     ๑๑.๐๐ น. - รับประทานอาหาร และเก็บภาชนะ
     ๑๒.๐๐ น. - ฟังธรรม / เจริญภาวนา
     ๑๖.๐๐ น. - พักทำภารกิจส่วนตัว และดื่มน้ำปานะ
     ๑๘.๐๐ น. - ทำวัตรเย็น / เจริญภาวนา
     ๒๐.๐๐ น. - ฟังธรรม / เจริญภาวนา
     ๒๑.๓๐ น. - พักผ่อนอิริยาบถอย่างมีสติ


ค่าใช้จ่าย
ทางวัดไม่ได้กำหนดค่าใช้จ่ายในหลักสูตร ผู้เข้าร่วมปฏิบัติสามารถร่วมบุญบำรุงวัด ถวายค่าน้ำ - ค่าไฟ ได้ตามกำลังศรัทธา

สามารถ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร. 02 904 6107, 086 461 8353

ขอบคุณที่ติดตาม ครับ 😄

อ่าน :  วัดปัญญานันทาราม พุทธอุทยาน สังเวชนียสถาน (จำลอง) และ พระพุทธเมตตา (จำลอง)
อ่านต่อ : วัดปัญญานันทาราม  ห้องชั้นพุทธบารมี


สำหรับท่านที่ สนใจจะจองที่พักในจังหวัดปทุมธานี  สามารถกดดูรายละเอียดที่  ลิงค์นี้  หรือ  ลิงค์นี้  ก็ได้ ครับ




เที่ยวไหนดี? ... วัดปัญญานันทาราม ตำบลคลองหก อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ตอนที่ ๒/๓

เที่ยวไหนดี? ... วัดปัญญานันทาราม ชั้นพุทธบารมี (ห้องภาพ ๓ มิติ)   😀

วัดปัญญานันทาราม ตำบลคลองหก อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี


หลังจากที่ได้เยี่ยมชม เจดีย์พุทธคยา (จำลอง) เรียบร้อยแล้ว จึงเดินมาที่ห้องภาพวาด ๓ มิติ ซึ่งอยู่ใต้องค์เจดีย์ ทางเข้า จะอยู่ด้านหลัง ซึ่งจะเป็นที่จอดรถ เริ่มที่   ชั้นพุทธบารมี  สำหรับ  ชั้นพุทธบารมี คือ ห้องชั้นล่างของพุทธมหาเจดีย์ อันเป็นนัยสื่อแทนพระนิพพาน ในส่วนนี้เป็นที่รวมแห่งกุศลกรรมความดีทั้งปวง  เป็นที่จัดแสดงศิลปะ ภาพปริศนาธรรม และเป็นโรงมหรสพทางวิญญาณ ภายในประกอบด้วยห้อง ๓ ชั้น อันเป็นปริวัฎฎ์ (บรรจบกันโดยรอบ)  ได้แก่




๑. ห้องชั้นนอก เรียกว่า "ห้องศรัทธา"

ศรัทธา ตามความหมายในพระพุทธศาสนา จะหมายถึง  ความเชื่อ, ความเชื่อที่ประกอบด้วยเหตุผล มี ๔ ประการ คือ
ภาพแรกเมื่อผ่านเข้าประตู

ศรัทธาที่ ๑. กัมมสัทธา  เป็นความเชื่อในเรื่องของกรรม, เชื่อในกฎแห่งกรรม, เชื่อว่ากรรมมีอยู่จริง คือ เชื่อว่าเมื่อทำอะไรโดยมีเจตนา คือ จงใจทำทั้งๆ ที่ตนเองรู้  ย่อมเกิดเป็นกรรม คือ  เป็นความชั่วหรือความดีมีขึ้นในตน  เป็นเหตุปัจจัยก่อให้เกิดผลดี หรือผลร้ายสืบเนื่องต่อไป การกระทำไม่ว่างเปล่าและเชื่อว่าการกระทำจะส่งผลให้เกิดความสำเร็จ  ไม่ใช่ด้วยการอ้อนวอนต่อสิ่งใด หรือการรอคอยโชค วาสนา เป็นต้น

ศรัทธาที่ ๒ วิปากสัทธา เป็นความเชื่อในวิบาก, เชื่อเรื่องผลของกรรม, เชื่อว่ากรรมส่งผลมีจริง คือ เชื่อว่ากรรมที่ได้กระทำแล้วต้องมีผล และผลที่เกิดขึ้นย่อมต้องมีเหตุ กรรมดีจะทำให้เกิดผลดี กรรมชั่วจะทำให้เกิดผลชั่ว

ศรัทธาที่ ๓ กัมมัสสกตาสัทธา เป็นความเชื่อว่าสัตว์มีกรรมเป็นของตน, เชื่อว่าแต่ละคนเป็นเจ้าของกรรม และจะต้องรับผิดชอบผลกรรมของตน

ศรัทธาที่ ๔ ตถาคตโพธิสัทธา เป็นความเชื่อในความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า, มั่นใจในองค์พระพุทธองค์ ว่าทรงเป็นพระสัมมาสัมพุทธะ ทรงพระคุณ ๙  ประการ ตรัสธรรม บัญญัติวินัยไว้ด้วยดี ทรงเป็นผู้นำทางที่แสดงให้เห็นว่า มนุษย์คือตัวเราทุกคนนี้ หากฝึกตนด้วยดี ก็สามารถเข้าถึงธรรมอันสูงสุด บริสุทธิ์หลุดพ้นได้ ดังที่พระองค์ได้ทรงบำเพ็ญไว้เป็นแบบอย่าง


ทุกภาพเป็นแนว ภาพ ๓ มิติ สามารถถ่าย เซลฟี่ ตามมุมและรูปที่ตัวเราชอบได้เลย ครับ

๒. ห้องชั้นกลาง เรียกว่า "ห้องปัญญา"

ปัญญา ในพุทธศาสนา หมายถึง ความรู้ทั่ว คือรู้ทั่วถึงเหตุถึงผล รู้อย่างชัดเจน, รู้เรื่องบาปบุญคุณโทษ, รู้สิ่งที่ควรทำควรงดเว้น เป็นต้น เป็นธรรมที่คอยกำกับศรัทธา เพื่อให้สิ่งที่เชื่อจะต้องประกอบด้วยเหตุผล จะทำให้ไม่หลงเชื่ออย่างงมงาย



ปัญญาในพระพุทธศาสนามี ๓ ประเภท คือ 
๑. สุตตมยปัญญา ปัญญา ที่เกิดจากการฟัง การศึกษาเล่าเรียน 
๒. จินตมยปัญญา ปัญญา ที่เกิดจากการคิดค้น นึก พิจารณา การตรึกตรอง
๓. ภาวนามยปัญญา ปัญญา ที่เกิดจากการสังเกตุ ลงมือทำจริง การอบรมจิต การเจริญภาวนา







๓. ห้องชั้นใน เรียกว่า "ห้องวิมุตติ"

วิมุตติ ในศาสนาพุทธ หมายถึงความหลุดพ้น บางคัมภีร์ จำแนกเป็น ๕ อย่าง แต่ขอสรุปย่อเหลือ ๒ ประเภท คือ

๑. เจโตวิมุตติ  เป็น ความหลุดพ้นแห่งจิต, ความหลุดพ้นด้วยอำนาจจากการฝึกจิต, ความหลุดพ้นของจิตจากราคะ ด้วยกำลังแห่งสมาธิ
๒. ปัญญาวิมุตติ เป็น ความหลุดพ้นด้วยปัญญา, ความหลุดพ้นด้วยอำนาจการเจริญปัญญา, ความหลุดพ้นแห่งจิต จากอวิชชา (ความไม่รู้)  ด้วยปัญญาที่รู้เห็นตามเป็นจริง




ปฏิญญาว่าตรัสรู้อริยสัจ ๔ ปริวัฎฎ์สาม (ญาณ ๓) มีอาการ ๑๒


อริยสัจจ์ ๔ คือ ความจริงอันประเสริฐ ๔ ประการ มีดังนี้
๑. ทุกข์  หมายถึง ความทุกข์, สภาพที่ทนได้ยาก, สภาวะที่บีบคั้น ขัดแย้ง บกพร่อง ได้แก่ ชาติ ชรา มรณะ การประสบกับสิ่งที่ไม่เป็นที่รัก การพลัดพรากจากสิ่งที่รัก ความไม่สมหวังดังที่ตนปราถนา
๒. สมุทัย หมายถึง สาเหตุให้ทุกข์เกิด ได้แก่ ตัณหา 3 คือ กามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา
๓. นิโรธ หมายถึง ความดับทุกข์ ได้แก่ ภาวะที่ตัณหาดับสิ้นไป, ภาวะที่เข้าถึงเมื่อกำจัดอวิชชา การหลุดพ้น ความสงบ ความปลอดโปร่ง ความเป็นอิสระ คือนิพพาน
๔. มรรค หมายถึง ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ซึ่งเป็นทางสายกลาง (มัชฌิมาปฏิปทา) มี ๘ ข้อ สรุปโดยย่อ เป็น ไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา


ญาณ 3 คือ ความหยั่งรู้  มีดังนี้
๑. สัจจญาณ เป็นความหยั่งรู้อริยสัจ ๔ แต่ละอย่างตามที่เป็น  ว่า นี้คือทุกข์ นี้คือสมุทัย นี้คือนิโรธ นี้คือมรรค
๒. กิจจญาณ เป็นความหยั่งรู้กิจอันจะต้องทำในอริยสัจ ๔ แต่ละอย่างว่า ทุกข์ควรกำหนดรู้ สมุทัยควรละเสีย นิโรธควรทำให้แจัง มรรคควรเจริญปฎิบัติ
๓. กตญาณ เป็นความหยั่งรู้ว่า กิจอันจะต้องทำในอริยสัจ ๔ แต่ละอย่างนั้นได้ทำสำเร็จลุล่วงแล้ว


ปริวัฏฏ์ หรือวนรอบ ๓  เป็นไปในอริยสัจ ๔ รวมเป็น ๑๒ จึงได้ชื่อว่ามีอาการ ๑๒

พระผู้มีพระภาคทรงมีญาณทัสสนะตามเป็นจริงในอริยสัจ ๔ ครบวนรอบ ๓ มีอาการ ๑๒ (ติปริวฏฺฏํ ทฺวาทสาการํ ยถาภูตํ ญาณทสฺสนํ)แล้ว จึงปฏิญาณพระองค์ได้ว่าทรงบรรลุอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ


ภายในห้อง ยังมีอีกหลายภาพ นะครับ ... โดยรวมแล้ว จากความเข้าใจของผมเอง น่าจะหมายถึง การที่มนุษย์เรานั้น เมื่อไม่มีธรรม ย่อมทำให้เกิด กลียุค  หากเมื่อพบธรรมแล้ว จะนำมาซึ่งความสงบสุข .... เมื่อเดินครบรอบแล้ว ถึงเวลาที่ผม จะเดินเข้าไปในวัด กราบพระประธานในโบสถ์ ครับ

ขอบคุณที่ติดตาม ครับ  😄

อ่านต่อ :  วัดปัญญานันทาราม เจดีย์พุทธคยาจำลอง
อ่านต่อ  : วัดปัญญานันทาราม โบสถ์ และการปฏิบัติธรรม


สำหรับท่านที่ สนใจจะจองที่พักในจังหวัดปทุมธานี  สามารถกดดูรายละเอียดที่  ลิงค์นี้  หรือ  ลิงค์นี้  ก็ได้ ครับ

เที่ยวไหนดี? ... วัดปัญญานันทาราม ตำบลคลองหก อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ตอนที่ ๑/๓

เที่ยวไหนดี? ... วัดปัญญานันทาราม   😀

วัดปัญญานันทาราม ตำบลคลองหก อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี

การเดินทาง   จากกรุงเทพฯ มุ่งหน้าไปคลองหลวง โดยใช้วงแหวนรอบนอก ออกที่คลองหลวง แล้วกลับรถ เพื่อขึ้นสะพานข้ามวงแหวนรอบนอก ไป ๓๕๐ เมตร แล้วกลับรถ หรือ หากท่านใด สะดวกมาทางรังสิต แล้วเข้าคลองหลวง เมื่อผ่านคลองสี่ แล้วก็จะมาพบสะพานแห่งนี้ เช่นเดียวกัน  หลังจากขึ้นสะพานนี้แล้ว ขับไปประมาณ ๒ กิโลเมตร เลี้ยวซ้าย ไป ๓ กิโลเมตร เข้าถนนทางหลวงหมายเลข ๔๐๐๑ จะเป็นถนนเดียวกับโรงพยาบาลคลองหลวง (ขับประมาณ ๓ กิโลเมตร) เมื่อถึงสุดทางเป็นสามแยก เลี้ยวซ้าย ขับไป ๔ กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายเข้า ซอยคลองหกตะวันตก ๕๙ เข้าสุดซอย จะเห็น เจดีย์พุทธคยา (จำลอง)


พิกัด GPS : 14.129207, 100.722953

แผนที่ 



วัดปัญญานันทาราม

ตั้งอยู่ เลขที่ ๑ หมู่ ๑๐ ซอยคลองหกตะวันตก ๕๙  ต.คลองหก อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ๑๒๑๒๐  แต่เดิมมา ที่ดินของวัดบริเวณนี้เป็นของ นายพิชิต และ นางจำรัส ทองสีม่วง ได้ถวายที่ดิน ๖ ไร่ ในปี พ.ศ. ๒๕๒๘ แก่คณะสงฆ์โดยมีพระเฉลิม ปภสฺสโร เป็นผู้รับมอบ และตั้งเป็น “สำนักสงฆ์สนเฒ่า”  ต่อมาสำนักสงฆ์ขาดพระภิกษุดูแล  นางบุญส่ง โพธิจันทร์ จึงได้ประสานงานและร่วมกันถวายที่ดิน และสำนักสงฆ์แห่งนี้ แด่ หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ หรือ พระพรหมมังคลาจารย์ (ปั่น ปญฺญานนฺโท)   เมื่อวันที่ ๒๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๕ และได้รับอนุญาตจัดตั้งเป็นวัดปัญญานันทาราม เมื่อวันที่ ๓๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๗

ต่อมา คณะศิษยานุศิษย์ โดยศูนย์สืบอายุพระพุทธศาสนา ได้ร่วมใจ ซื้อที่ดินเพิ่ม เพื่อสร้างวัดปัญญานันทาราม เป็นธรรมสมโภช ๘๔ ปี พระธรรมโกศาจารย์ (ปัญญานันทภิกขุ) โดย พระมหาสง่า สุภโร (ปัจจุบัน : พระปัญญานันทมุนี), พระมหามานพ ปญฺญาวชิโร และ พระมหาสมโภช ฐิติญาโณ จากวัดชลประทานรังสฤษฏ์ ร่วมสนองงาน ก่อสร้างวัด และ กิจกรรมงานเผยแผ่พระศาสนา ทางด้านการให้ความรู้ การปฺฎิบัติธรรม  ปัจจุบันมี สถานศึกษา หน่วยงานราชการ และ เอกชนหลายแห่ง ส่งบุคลากรเข้ารับการอบรม อย่างต่อเนื่อง

วันที่ ๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๕  วัดปัญญานันทารามได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา
ปัจจุบัน วัดปัญญานันทาราม มีเนื้อที่ ๖๙ ไร่ ๓ งาน ๒๒ ตารางวา
ประธานสงฆ์  :  พระปัญญานันทมุนี (สง่า สุภโร)
เจ้าอาวาส  :  พระมหาเฉลิม ปิยทสฺสี

เจดีย์พุทธคยา (จำลอง)

พุทธอุทยาน สังเวชนียสถาน (จำลอง) ๔ แห่ง ณ วัดปัญญานันทาราม

รูปหล่อ หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ

พระปัญญานันทมุนี  (สง่า สุภโร) เจ้าอาวาส (ปัจจุบัน) วัดชลประทานรังสฤษดิ์   มีความตั้งใจที่จะการสร้างสังเวชนียสถาน เนื่องจาก รำลึกถึงความเมตตาของพระเดชพระคุณหลวงพ่อปัญญา, ความตั้งใจของท่านพุทธทาส ที่จะตอบแทนพุทธศาสนา, เพื่อให้พุทธศาสนิกชนทั้งหลาย ได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าอย่างใกล้ชิด ให้สมกับคำว่า “เกิดมาชาติหนึ่ง ชาวพุทธก็ควรไป  ๔ สังเวชนียสถาน (ที่อินเดีย) ให้ได้

วันพุธที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๘  สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  ได้เสด็จพระราชดำเนิน ทรงวางศิลาฤกษ์และเปิด พุทธอุทยาน สังเวชนียสถาน (จำลอง) สร้างขึ้นเพื่อถวายเป็นพุทธบูชาและถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาครบ ๘๘ พรรษา ในวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๘ และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสมหามงคลทรงเจริญพระชนมายุครบ ๖๐ พรรษา ในวันที่ ๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๘

ด้านขวาองค์เจดีย์ (ด้านขวามือของพระพุทธเมตตา)

ศิลปะบนองค์เจดีย์
 ตัวองค์เจดีย์ และโดยรอบ เป็นลักษณะงานปูนปั้น เน้นสีขาว และ สีเทา สลับ เพื่อให้ดูเด่น เรียบง่าย แต่สวยงาม ใต้องค์เจดีย์ มีห้องภาพเขียน ๓ มิติ เป็นภาพแสดงเกี่ยวกับธรรม ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถถ่ายรูป เซลฟี่ ได้

ถ่ายแบบด้านตรง

ถ่ายจากมุมด้านหลังองค์เจดีย์

ภาพถ่ายมุมเงย ด้านหน้าองค์เจดีย์

ด้านหน้าองค์เจดีย์
ที่ฐานของรูปหล่อหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ มี คำจารึก เกี่ยวกับ ความตั้งมั่นของหลวงพ่อ ดังนี้

ปณิธานชีวิต
พระพุทธศาสนาเป็นคำสอน ที่สอนให้ทุกคน ได้รับเสรีภาพ อย่างสมบูรณ์ ข้าพเจ้า ต้องการเสรีภาพ จึงพยายาม ดำเนินชีวิตตาม พระพุทธองค์ เพื่อจุดหมาย ๒ ประการ คือ ทำตนของข้าพเจ้า ให้เป็นไท และช่วยคนอื่น ให้เป็นไทอีกด้วย นี่คือปณิธาน ของข้าพเจ้า ที่เกิดขึ้นในใจ ขณะที่ยืน ทำการบูชา ใต้ควงไม้มหาโพธิ์ ณ ตำบลพุทธคยา ในคราวนั้น"  
ปัญญานันทภิกขุ  ใต้ต้นศรีมหาโพธิ์ พ.ศ. ๒๔๙๔

หัวใจและแผนงาน
๑. ร่างกายชีวิต เป็นของ พระรัตนตรัย ข้าพเจ้าเป็นทาส โดยสมบูรณ์ 
๒. ความมุ่งหมายของข้าพเจ้า อยู่ที่การประกาศ คำสอนที่แท้ของพุทธศาสนา ข้าพเจ้า จึงต้องเป็นคนกล้าพูดความจริงทุกกาละเทศะ
๓. ข้าพเจ้า จักต้องสู้ทุกวิถีทาง เพื่อทำลายสิ่งเหลวไหลในพระพุทธศาสนา นำความเข้าใจถูกมาให้แก่ชาวพุทธ
๔. ข้าพเจ้าไม่ต้องการอะไร เป็นส่วนตัว นอกจากปัจจัย ๔ พอเลี้ยงอัตภาพเท่านั้น ผลประโยชน์อันใด ที่เกิดจากงานของข้าพเจ้า สิ่งนั้น เป็นของงาน ที่เป็นส่วนร่วมต่อไป
๕. ข้าพเจ้าถือว่า คนประพฤติชอบ ตามหลักธรรม เป็นผู้ร่วมงาน ของข้าพเจ้า นอกจากนี้ไม่ใช่
ปัญญานันทภิกขุ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๒๙

อุดมการณ์ชีวิต 
เราเกิดมาทำไม?
"เกิดมาเพื่อทำชีวิตให้มีค่า โดยการทำงาน งานคือชีวิต ชีวิตคืองาน บันดาลสุข ทำงานให้สนุก เป็นสุข ขณะทำงาน"
ฉันอยู่เพื่องาน ได้ทำงาน ก็มีความสุขใจ ความสุขของฉัน อยู่กับงาน ทุกวันนั่นเอง
ปัญญานันทภิกขุ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๒๙

พระพุทธเมตตา (จำลอง)

หลังจากเก็บภาพ รอบๆ องค์เจดีย์พุทธคยา (จำลอง) แล้ว จึงเดินเข้ามากราบสักการะพระประธาน ภายในองค์เจดีย์ มีการเปิดเครื่องปรับอากาศ ทำให้คลายร้อน ที่สะสมมาจากด้านนอกได้ดี ครับ

พระพุทธเมตตา (จำลอง)

พระพุทธเมตตา (จำลอง) พระประธาน ประดิษฐาน ที่ เจดีย์พุทธคยา (จำลอง) วัดปัญญานันทาราม สร้างเพื่อน้อมถวายเป็นพุทธบูชาและถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี 

พระพุทธเมตตา (จำลอง)

พระพุทธเมตตา เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ ประดิษฐานประทับนั่งด้วยความสงบเย็น โดดเด่นสง่างามอยู่ภายในชั้นล่าง ของ พระมหาเจดีย์พุทธคยา รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นสถานที่ตรัสรู้ธรรมขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ประวัติ พระพุทธเมตตา
พระพุทธเมตตา ประดิษฐานภายในเจดีย์พุทธคยา ประเทศอินเดีย เป็นพระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธิ์ ปางมารวิชัย หรือปางชนะมาร (สำหรับคนไทย)  ชาวอินเดียจะเรียกว่าปางภูมิสัมผัส หรือปางภูมิผัสส  พุทธลักษณะทรงชี้ให้แผ่นดินเป็นพยานแห่งการทำความดีในอดีต  

ความหมายของพระพุทธรูปปางนี้ คือ เป็นปางที่แสดงถึง เหตุการณ์ที่พระเจ้าสิทธัตถะทรงประทับนั่งที่บัลลังก์ใต้ต้นศรีมหาโพธิ์  และตั้งจิตอธิษฐานที่จะปฏิบัติธรรมให้เกิดความรู้แจ้งเห็นจริงให้สิ้นกิเลสภายในคืนนั้น ว่า

“แม้เลือดและเนื้อในสรีระนี้จะเหือดแห้งไป เหลืออยู่แต่หนัง เอ็น กระดูกก็ตามทีเถิด  ตราบใดที่ยังไม่บรรลุพระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ เราจะไม่ยอมลุกจากบัลลังก์นี้เป็นอันขาด”

เหล่าเทพยดาทุกชั้นทุกหมู่เหล่า ต่างก็มาประชุมกัน แวดล้อมเพื่อจะปกป้องและทำสักการะบูชาพระองค์  ขณะนั้นพญามารชื่อว่า "วสวัตตี"  ซึ่งได้ติดตามขัดขวางพระองค์ ตั้งแต่เริ่มมิให้ทรงออกผนวช ได้ระดมเหล่าเสนามารพร้อมด้วยอาวุธมากมายยกพลมา หมายจะข่มขู่ให้พระโพธิสัตว์ตกพระหฤทัยกลัวและลุกหนีไปเสียจากบัลลังก์ที่ประทับ  พญามารได้เนรมิตแขนข้างละพัน  ถืออาวุธนานาชนิด  ขึ้นคอช้างชื่อ "คีรีเมขละ"  นำทัพมาโจมตี ทำให้เหล่าเทพยดาและพรหมทั้งหลาย ประชุมแวดล้อมอยู่ต่างตกใจกลัวหนีไป เหลือเพียงแต่พระมหาบุรุษเพียงผู้เดียว


พระพุทธเมตตา (จำลอง)
พญามารอ้างว่าบัลลังก์ที่พระองค์ประทับอยู่นั้น เป็นของตน โดยมีเหล่าเสนามารเป็นพยาน แล้วท้าทายว่า หามีผู้ใด ที่เป็นพยานให้แก่พระองค์ได้ ว่าบัลลังก์นี้เป็นของพระองค์  พระสิทธัตถะจึงเหยียดนิ้วชี้ลงแผ่นดิน เพราะในการให้ทานในแต่ละครั้ง ตั้งแต่อดีตกาล พระองค์ทรงหลั่งทักษิโณทก ทันใดนั้นพระแม่ธรณีจึงมาเป็นพยาน และบีบมวยผมซึ่งชุ่มด้วยน้ำให้หลั่งไหลออกมาเป็นท้องทะเลท่วมทับเหล่ามารจนพ่ายหมดสิ้นต่อพุทธบารมีที่ได้สั่งสมไว้   หลังจากนั้น พระองค์ทรงตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ขนาดพระพุทธรูป (ที่อินเดีย)  วัดจากพระเพลาซ้ายถึงขวา กว้าง ๑๕๕ เซนติเมตร สูงจากพระเพลาถึงพระเกตุประมาณ ๑๖๐  เซนติเมตร ที่ฐานองค์พระมีรูปสิงโต ๒  ตัวซ้ายขวาถัดจากสิงโตเข้ามาเป็นรูปช้าง ๒ ตัวซ้ายขวา และตรงกลางเป็นรูปพระแม่ธรณีในท่าคุกเข่า

ตามประวัติกล่าวไว้ว่าองค์พระสร้างขึ้นด้วยหินสีดำเนื้อละเอียด เป็นศิลปะสมัยราชวงศ์ปาละ มีอายุประมาณ ๑,๕๐๐ ปี ผินพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก สมัญญานามว่า "พระพุทธเมตตา" เนื่องจาก พระพักตร์องค์พระเปี่ยมด้วยความอ่อนโยน เมตตากรุณา ต่อผู้ที่พบเห็น เปรียบเสมือนหนึ่งเป็นตัวเเทนแห่งการระลึกถึงพระเมตตาคุณของพระพุทธองค์ ที่เมื่อทรงตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ได้เมตตาโปรดสั่งสอนไวนัยสัตว์ทั้งเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายให้ได้รู้ตามคำสั่งสอนของพระองค์

ในศตวรรษที่ ๑๓  ดินแดนบริเวณนี้ มีกษัตริย์ผู้เป็นใหญ่ พระนามว่า พระเจ้าปูรณวรมา เป็นพระเจ้าแผ่นดินซึ่งเป็นพุทธมามกะ ครองแคว้นมคธ  และมีพระเจ้าศศางกา แห่งฮินดู  มุ่งรุกรานแคว้นมคธ ได้ยกทัพมาจากรัฐเบงกอลสู่ดินแดนมคธ  โดยตั้งใจจะทำลายขวัญและกำลังใจของ กษัตริย์มคธและประชาชน เสียก่อน เพราะบริเวณพุทธคยานี้มีต้นพระศรีมหาโพธิ์และพระพุทธเมตตาเป็นศูนย์กลางที่ชาวพุทธให้ความเคารพนับถือ สักการะ บูชากันมาก หากแผนการ แล้วเสร็จจึงจะยกทัพเข้าตีเมืองหลวง เมื่อยกทัพมาถึง เหล่าทหารต่างทำการรื้อถอนต้นพระศรีมหาโพธิ์ หากรากไปถึงที่ใด ก็ขุดถอนให้สิ้น พร้อมทำการ
เผา มิให้มีหน่อพันธุ์ ขยายไปที่ใด  
ลักษณะศิลปะ ปูนปั้น ภายในเจดีย์พุทธคยา (จำลอง)

เมื่อ แม่ทัพผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ทำลายพระพุทธเมตตา ได้เห็นพระพักตร์ขององค์พระ เกิดความเปลี่ยนใจ พร้อมออกกุศโลบาย ทูลต่อพระเจ้าศศางกา ว่าขอเวลาในการดำเนินการ หลังจากนั้น จึงโบกปูนปิดเป็นกำแพง เสมือนหนึ่ง ให้ผู้พบเห็นว่าไม่มีองค์พระ  และให้มีการจุดประทีปบูชาไว้ภายใน หลังจากนั้น กราบทูลให้พระเจ้าศศางกาทรงทราบว่าได้ทำลายองค์พระแล้ว  หลังจากที่พระเจ้าศศางกาทรงทราบข่าว ดังกล่าว ก็เกิดการประชวร และสิ้นพระชนม์ในเวลาต่อมา เมื่อกองทัพเบงกอล ทราบข่าวว่า กองทัพของพระเจ้าปูรณวรมา กำลังเดินทางใกล้จะมาถึง จึงถอยทัพกลับ  ครั้นกองทัพพระเจ้าปูรณวรมา มาถึง ได้ทุบกำแพงนั้นเสีย ได้พบเหตุมหัศจรรย์ใจว่า ประทีปที่จุดบูชาไว้ภายในยังส่องแสงสว่างโดยไม่ดับเลย

มุมหนึ่ง ของ เจดีย์พุทธคยา (จำลอง)

เมื่อทุกอย่างเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ออกมาจากเจดีย์พุทธยา (จำลอง)  มาที่แดนประสูติ


สังเวชนียสถานที่ 1 แดนประสูติ

แดนประสูติ

แดนประสูติที่สวนลุมพินีวัน (อินเดีย) ขณะนั้น ตั้งอยู่ระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์แปลกกรุงเทวทหะเป็นชาตสถาน (ที่ประสูต) ของสิทธัตถะกุมาร ปัจจุบันคือตำบลรุมมินเด ประเทศเนปาล 
เมื่อพระองค์ประสูติได้ทรงเปล่ง อาสภิวาจา (วาจาอันองอาจ) ด้วยความตั้งใจมั่นว่า 
"อัคโคหะมัสมิ โลกัสสะ  เราเป็นผู้เลิศแห่งโลก
เชฎโฐหะมัสมิ โลกัสสะ  เราเป็นผู้เจริญที่สุดแห่งโลก
เสฏโฐหะมัสมิ โลกัสสะ  เราเป็นผู้ประเสริฐที่สุดแห่งโลก
อะยะมันติมา เม ชาติ   ชาตินี้ เป็นชาติสุดท้ายของเรา
นัตถิทานิ ปุนัพภะโว  บัดนี้ ภพใหม่ย่อมไม่มีแก่เราอีกฯ"

แดนประสูติ นี้อยู่ทางด้านขวามือ ขององค์เจดีย์  หากท่านเดินมา ก็สามารถแวะก่อนเข้าองค์เจดีย์ ก็ได้ ครับ

สัญลักษณ์ดอกบัวทิพย์ ๗ ดอก ทั้สิทธัตถะกุมารเดินหลังจากประสูติ
พระพุทธรูปปางประสูติ

พระพุทธรูปปางประสูติ
พระพุทธรูปปางประสูติ นี้ จำลองจากลักษณะของสิทธัตถะกุมาร ที่แสดงหลังจากประสูติ ตามพุทธประวัติ  พระพุทธรูปปางนี้ มีความหมายว่าผู้ที่จะสำเร็จสมดังปรารถนาจากต้องฝืนชะตา ฝ่าดวง ลิขิตสิ่งทั้งปวงด้วยตนเองด้วยหลักแห่งการกระทำ อาศัยความเพียร มีจิตเมตตาแผ่ไพศาลดุจแผ่นฟ้า มีปัญญาหนักแน่นดุจแผ่นดิน

ช้างบนยอดเสาอโศก และ เจดีย์พุทธคยา (จำลอง)

ช้างบนยอดเสาอโศก
สัญลักษณ์แทนความประเสริฐ บุญบารมี สื่อนัยที่พระนางสิริมหามายา มีพระสุบินนิมิต (ฝัน) เห็นช้างเผือกตัวประเสริฐ (นาค) ถือดอกบัวกระทำประทักษิณ (เวียนขวารอบพระวรกาย) แล้วหายเข้าไปสู่พระอุทร (ท้อง) ซึ่งหลังจากนั้นก็นางก็ทรงพระครรภ์

สำหรับสถานที่ ที่เหลืออยู่  (สถานที่แสดงปฐมเทศนา, สถานที่ปรินิพพาน)  ผมไม่เห็นในบริเวณนี้  ก็เลยตัดสินใจ ไปห้องภาพ แสดงธรรม ที่อยู่ใต้องค์เจดีย์  ครับ

ขอบคุณครับ 😄

อ่านต่อ :  วัดปัญญานันทาราม ชั้นพุทธบารมี (ห้องภาพ ๓ มิติ)
อ่านต่อ  : วัดปัญญานันทาราม โบสถ์ และการปฏิบัติธรรม



สำหรับท่านที่ สนใจจะจองที่พักในจังหวัดปทุมธานี  สามารถกดดูรายละเอียดที่  ลิงค์นี้  หรือ  ลิงค์นี้  ก็ได้ ครับ