เที่ยวไหนดี? ... น่าน เมืองน่าน พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติน่าน ซุ้มต้นลีลาวดี

เที่ยวไหนดี? ...  น่าน เมืองน่าน พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติน่าน ซุ้มต้นลีลาวดี 😀


พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน  อยู่ห่างจาก วัดหัวข่วง จ.น่าน   เพียง ๒๐๐ เมตร โดยออกจากวัดข้ามถนนมหาพรหม เลี้ยวซ้ายไป ๕๐ เมตร เลี้ยวขวาเข้าสู่ถนนผากอง เพียง ๕๐ เมตร ก็ถึงทางเข้า ซึ่งด้านหน้าจะมีแนวซุ้มต้นลีลาวดี  หากประสงค์จะเดินทางโดยรถยนต์ ก็ออกประตูวัดหัวข่วงทางถนนมหาพรหมเลี้ยวซ้ายไป ๕๐ เมตรแล้วเลี้ยวขวาเข้าสู่ถนนผากอง ขับไปประมาณ ๑๐๐ เมตร จะมีประตูทางเข้าสำหรับรถยนต์ เลี้ยวเข้าไปประมาณ ๑๕๐ เมตร จะมีที่จอดรถ

แต่เดิม พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ น่าน  เรียกว่า "หอคำ" เป็นสถานที่ พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ เจ้าผู้ครองนครน่าน ทรงสร้างขึ้นเป็นที่ประทับ ในปี พ.ศ. ๒๔๔๖  เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน ๒ ชั้น มีมุขออกด้านหน้า หลังคามุงด้วยไม้แป้นเกล็ด   เมื่อสิ้นยุคสมัยการปกครองแบบเจ้านคร ที่มีเจ้ามหาพรหมสุรธาดา เป็นเจ้าผู้ครองนครน่าน องค์สุดท้าย ถึงพิราลัย  เจ้านายบุตรหลานของเจ้าผู้ครองนครน่าน จึงได้มอบหอคำหลังนี้พร้อมที่ดินทั้งหมดให้แก่รัฐบาล เพื่อใช้เป็นศาลากลางจังหวัดน่าน ในปี พ.ศ. ๒๔๗๕ ต่อมาเมื่อกระทรวงมหาดไทยได้ก่อสร้าง ศาลากลางจังหวัด ขึ้นใหม่  กรมศิลปากรจึงได้ขอรับมอบอาคารหอคำ เพื่อให้เป็นสถานที่จัดตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน ขึ้นใน ปี พ.ศ. ๒๕๑๗  และประกาศจัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน ขึ้นใน ปี พ.ศ. ๒๕๒๘   สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานประกอบพิธีเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ ๑๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๐

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน ตั้งอยู่ ถนนผากอง ตำบลในเวียง อำเภอเมือง จังหวัดน่าน มีพื้นที่ทั้งสิ้น ๑๔ ไร่ ๒ งาน ๓๒ ตารางวา ทิศเหนือจรดวัดหัวข่วง ทิศตะวันออกจรดวัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร ทิศใต้จรดวัดภูมินทร์

วัดพระธาตุช้างค้ำ (ด้านตรงข้าม)
การจัดแสดงตามลักษณะของอาคารดังนี้อาคารชั้นบนส่วนหน้าหรือหน้ามุขใช้เป็นห้องจัดนิทรรศการพิเศษส่วนกลางเป็นห้องโถงขนาดใหญ่  ซึ่งในอดีตห้องนี้ถูกใช้เป็นท้องพระโรงสำหรับเสด็จออกว่าราชการของผู้ครองนครน่าน ภายในห้องจัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับภูมิศาสตร์ของเมืองน่าน การสร้างบ้านแปงเมือง หลักฐานด้านโบราณสถาน ศิลาจารึกเชื้อสายราชวงศ์เจ้าผู้ครองนคร และของใช้ส่วนพระองค์ ภาพถ่ายโบราณสถาน งานประณีตศิลป์ เงินตราและอาวุธ

ส่วนหลังเป็นปีกของอาคารด้านเหนือ ใต้ และเฉลียงหลัง รวม ๖ ห้อง จัดแสดงเรื่องราวประวัติศาสตร์ศิลปะ, โบราณคดี  ตั้งแต่เริ่มสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ที่มีปรากฏร่องรอยการอยู่อาศัยของมนุษย์ในพื้นที่แถบจังหวัดน่าน  สมัยประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของศิลปะล้านนา และศิลปะสุโขทัยที่ก่อให้เกิดพัฒนามาเป็นรูปแบบศิลปะสกุลช่างเมืองน่าน  หลักฐานที่นำมาจัดแสดง เช่น พระพุทธรูปสำริด และไม้ โบราณวัตถุที่ขุดได้ ในพื้นที่ ซึ่งเคยอยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรน่าน ในอดีต  เครื่องถ้วยที่พบในเมืองน่าน และ "งาช้างดำ" ซึ่งเป็นสมบัติล้ำค่าคู่บ้านคู่เมืองน่านมาแต่โบราณ

อาคารชั้นล่างส่วนหน้าหรือหม้ามุข เป็นห้องจำหน่ายบัตรและจำหน่ายหนังสือด้านวิชาการ สินค้าพื้นเมือง หัตถกรรมพื้นบ้านของเมืองน่าน และของที่ระลึกอื่นๆ   ห้องโถงกลางรวมถึงปีกอาคารด้านทิศเหนือ จัดแสดงเรื่องราวด้านชาติพันธุ์ เกี่ยวกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวไทยพื้นเมืองทางเหนือ ลักษณะบ้านเรือน ร้านน้ำ ห้องนอน ห้องครัว สิ่งของเครื่องใช้ประจำวัน การทอผ้า และผ้าพื้นเมืองแบบต่างๆ  รวมถึงประเพณี พิธีกรรม และความเชื่อ เช่น การแข่งเรือ งานบุญบ้องไฟ ทานสลากภัต งานบุญสงกรานต์ พิธีสืบชะตา ฯลฯ

ส่วนหลังคือส่วนที่เป็นปีกอาคารด้านเหนือ ใต้ และเฉลียง จัดแสดงเรื่องราวชีวิตความเป็นอยู่และเครื่องใช้ของเผ่าชนต่างๆ ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่หุบเขาของจังหวัดน่าน รวม ๕ เผ่าด้วยกัน คือ ไทลื้อ แม้ว เย้า ถิ่น และตองเหลือง ในส่วนนี้จัดแสดงโดยใช้หุ่นจำลอง สร้างฉากหลังเหมือนจริงเข้ามาประกอบ

โบราณวัตถุที่สำคัญในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ น่าน เช่น พระพุทธรูปปางประทับยืน องค์พระพุทธรูปประทับยืน ทอดพระกรทั้งสองข้างขนานไปกับพระวรกาย มีฉัตรชั้นเดียวกั้นอยู่ทางด้านบน ครองจีวรห่มเฉียง เปิดพระอังสาขวา แนวชายจีวรขนาดใหญ่ยาวลงมาจรดพระนาภี ทรงเครื่องทรงอย่างกษัตริย์

พระพุทธรูปปางมารวิชัย ประทับนั่งขัดสมาธิเพชร พระพักตร์เป็นรูปไข่, พระพุทธรูปปางมารวิชัยทรงเครื่อง บริเวณฐานมีจารึก ชำรุด, ศิลาจารึกหลักที่ ๗๔ อักษรธรรมล้านนา ภาษาไทย จารึกในปี พ.ศ. ๒๐๙๑  ข้อความเกี่ยวกับ พญาพลเทพกุรไชย เจ้าเมืองน่าน ได้ทำการบูรณะพระมหาวิหารให้วัดหลวงกลางเวียง (วัดช้างค้ำ), ศิลาจารึกหลักที่ ๖๔ อักษรสุโขทัย ภาษาไทย ข้อความในศิลาจารึกหลักนี้ เกี่ยวกับ การกระทำสัตย์สาบาน เพื่อให้มีความซื่อตรงต่อกัน และช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เมื่อเกิดศึกสงครามระหว่างปู่พระยากับหลาน อันได้แก่ เจ้าพระยาผากอง เจ้าผู้ครองนครน่านและพระยากุรไทย (พระมหาธรรมราชาที่ 2) กษัตริย์แห่งสุโขทัย

เวลาทำการ เปิดวันพุธ-วันอาทิตย์ เวลา ๐๙.๐๐น. ถึง ๑๖.๐๐ น.  ปิดวันจันทร์ วันอังคาร และวันหยุดทำการ นักขัตฤกษ์  ค่าธรรมเนียมเข้าชม สำหรับชาวไทยคนละ ๒๐ บาท ชาวต่างประเทศคนละ ๑๐๐ บาท ไม่เรียกเก็บค่าธรรมเนียมพระภิกษุ สามเณร นักเรียนและนักศึกษาในเครื่องแบบ

วัดน้อย พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ น่าน
ภายในพื้นที่พิพิธภัณฑ์ สถานแห่งชาติ ยังมีโบราณสถานอีกแห่งหนึ่ง คือ "วัดน้อย"  เป็นวัดที่มีขนาดเล็กที่สุดในประเทศไทย  สร้างแบบอาคารก่ออิฐถือปูนขนาดเล็กในผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า  ส่วนฐานและผนังด้านนอกอาคารประดับด้วยลวดบัวลูกแก้วอกไก่ มีห้องคูหาหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ภายในคูหามีแท่นติดผนัง ประดิษฐานพระพุทธรูป และแผงพระพิมพ์ไม้  ส่วนหลังคาก่ออิฐถือปูนเป็นทรงจั่วซ้อนกัน ๒ ชั้น  จากคำบอกเล่าสืบต่อกันมาว่าพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช  เจ้าผู้ครองนครน่าน ได้เข้ากราบบังคมทูล ต่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถึงจำนวนวัดใน นครน่าน เกินไป ๑ วัด  จึงได้สร้างวัดน้อยแห่งนี้ขึ้น  แต่จากการขุดแต่งไม่พบสิ่งก่อสร้างอื่นที่เป็นองค์ประกอบของวัด เช่น กำแพงแก้ว เจดีย์ วิหาร เป็นต้น   ประกอบกับรูปแบบและสถานที่ตั้งซึ่งอยู่บริเวณต้นโพธิ์กลางใจเมือง   วัดน้อย จึงน่าจะเป็น "หอเสื้อเมือง"  มากกว่าที่จะเป็นวัด


ซุ้มต้นลีลาวดี พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ น่าน 

อีกสถานที่แห่งหนึ่ง ภายในพิพิธภัณฑ์ฯ แห่งนี้ คือ ซุ้มต้นลีลาวดี ซึ่งอยู่ด้านหน้า โดยนักท่องเที่ยวนิยมจะมาถ่ายรูป และปักหมุด เป็น Landmark ที่สำคัญแห่งหนึ่งในเมืองน่าน  👍🙂🙂🙂🙂🙂    และแล้ว ก็ถึงเวลา.... ท้องเริ่มร้อง ... คงต้องไปหาสถานที่รับประทานอาหารมื้อค่ำ สักหน่อย  ตั้งใจจะหาสถานที่แบบติดแม่น้ำ หรือมีวิวแม่น้ำน่าน ประกอบ  เพราะไหนๆ ก็มาถึง เมืองน่าน ทั้งที  ครับ   ก็มาสรุปที่ ร้านอาหารสวนอาหารเรือนแก้ว ไม่ผิดหวัง ครับ


พิกัด GPS พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน  :  18.776231, 100.770823

แผนที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน


ขอบคุณ  ครับ  😄

สำหรับท่านที่ สนใจจะจองที่พักในจังหวัดน่าน  สามารถกดดูรายละเอียดที่  ลิงค์นี้  หรือ  ลิงค์นี้  ก็ได้ ครับ

เที่ยวไหนดี? ... น่าน เมืองน่าน วัดหัวข่วง

เที่ยวไหนดี? ...  น่าน เมืองน่าน  วัดหัวข่วง 😀

วัดหัวข่วง ห่างจากวัดสวนตาลเพียง ๑ กิโลเมตร  สำหรับเส้นทางการเดินทาง เพียงออกจากวัดสวนตาลเลี้ยวขวาเข้าสู่ถนนมหายศ ขับไป ๑๖ เมตร พบสี่แยก เลี้ยวขวา เข้าสู่ถนนผากอง ขับตามเส้นทางไป ๙๐๐ เมตร พยสามแยกเลี้ยวขวาอีกครั้ง เข้าสู่ซอยมหาพรหม ประมาณ ๔๐ เมตร ก็จะพบวัดหัวข่วงอยู่ทางด้านขวามือ

กุฎิสมโภชครบรอบ ๔๒๙ ปี วัดหัวช่วง

วัดหัวข่วง ตั้งอยู่เลขที่ ๗๗ ถนนมหาพรหม บ้านหัวข่วง ตำบลในเวียง อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย  สร้างขึ้นในปี พ.ศ. ๒๐๖๑ ตรงกับสมัยพญาหน่อเชียงแสนเป็นเจ้าผู้ครองนคร ยุคที่นครน่านขึ้นกับอาณาจักรล้านนา  คำว่า "หัวข่วง"  คือ วัดที่อยู่ทิศเหนือของลานกว้าง (สนามหลวงเมืองน่าน หรือ ข่วงเมืองน่าน)   ตั้งอยู่ในย่านประวัติศาสตร์น่านชั้นใน หรือ หัวแหวนเมืองเก่าน่าน ซึ่งบริเวณนี้เคยเป็นศูนย์กลางของนครรัฐน่าน  นับตั้งแต่ยุคของการสร้างเมือง ในปี พ.ศ. ๑๙๑๑ โดย พญาผากอง

พื้นที่หัวแหวนเมืองเก่าน่าน จะครอบคลุม พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หรือ หอคำ (ที่ว่าราชการของเจ้าเมืองในอตีต), วัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร (วัดพระอารามหลวง), วัดหัวข่วงวัดภุมินทร์, คุ้มเจ้าราชบุตร (บ้านเชื้อสายเจ้าผู้ครองนคร), วัดมิ่งเมือง (ประดิษฐานเสาหลักเมือง), ข่วงเมืองน่าน (สนามหลวงน่าน), วัดกู่คำ และสะพานกรุงศรี

หลังจากการสร้างวัดแล้วเสร็จ ปรากฏหลักฐานการบูรณะปฏิสังขรณ์ พระอุโบสถวัดหัวข่วง เรื่อยมา ดังนี้ ในปี พ.ศ. ๒๔๒๕  โดยเจ้าอนันตวรฤทธิเดช ผู้ครองเมืองน่าน, ปี พ.ศ.๒๔๗๒ ในสมัยเจ้ามหาพรหมสุรธาดา เจ้าเมืองน่าน องค์สุดท้าย  และต่อมาปี พ.ศ. ๒๕๔๓ ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติในการบูรณปฏิสังขรณ์พระอุโบสถ

ปีพุทธศักราช ๒๕๐๕  ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา ให้เป็นวัดที่มีความสำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัดน่านรูปแบบสถาปัตยกรรมภายในวัดหัวข่วง ได้แก่ เจดีย์ หอไตร พระอุโบสถ ล้วนมีรูปแบบศิลปกรรมแบบล้านนา สกุลช่างเมืองน่าน  กรมศิลปากรจึงได้ประกาศขึ้นทะเบียนให้เป็นโบราณสถานแห่งชาติดังปรากฏในราชกิจจานุเบกษาเล่มที่ ๙๗ ตอนที่ ๑๒๓ ลงวันที่ ๒๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๒๓

หอไตร และ เจดีย์
ออกจากที่จอดรถเพื่อเดินไปพระอุโบสถ ผ่านลานกว้าง จะพบหอไตร และ องค์เจดีย์  ซึ่ง เจดีย์วัดหัวข่วง ที่เห็นในภาพ จะมีลักษณะเป็นเจดีย์ทรงประสาท หรือเรือนทอง อิทธิพล ศิลปะล้านนา ฐานล่างทำเป็นหน้ากระดานสี่เหลี่ยม รับฐานบัวลูกแก้ว 2 ชั้น มีชั้นหน้ากระดานคั่นกลาง ฐานบัวลูกแก้วชั้นบน ย่อเก็จรับกับเรือนธาต ุไปจรดชั้นบัวถลาใต้องค์ระฆัง ส่วนเรือนธาตุมีซุ้มจรนัม ด้านละซุ้ม ประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัยสำริด ที่มุมผนังทั้งสองข้าง ปั้นเป็นรูปแทวดาทรงเครื่องยืนพนมมือ เหนือชั้นอัสดงตอนสุดเรือนธาตุเป็นชั้นบัวถลาซ้อนกัน 3 ชั้น องค์ระฆัง มีขนาดเล็กไม่มีบัลลังก์

โดยรวมลักษณะของรูปทรงเจดีย์วัดหัวข่วง จะคล้ายกับเจดีย์วัดโลกโมฬี อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งสร้างในปี พ.ศ. ๒๐๗๑  สมัยพระเมืองเกษเกล้า (พ.ศ. ๒๐๖๘ - ๒๐๘๑ และ  พ.ศ. ๒๐๘๖ - ๒๐๘๘) กษัตริย์อาณาจักรล้านนา  แต่ส่วนฐานล่าง และชั้นบัวถลาของเจดีย์วัดหัวข่วงนี้ ยึดสูงขึ้น ทำให้มีลักษณะเรียวสูงกว่า แสดงถึงการดัดแปลงรูปทรงมาใช้ในแบบสกุลช่างเมืองน่าน องค์เจดีย์นี้ น่าจะถูกสร้างในช่วงครึ่งแรก ของพุทธศตวรรษที่ ๒๒

สำหรับ หอไตร หรือ หอธรรม วัดหัวข่วง  สร้างขึ้น ในปี พ.ศ. ๒๔๗๓ เจ้ามหาพรหมสุรธาดา  เจ้าผู้ครองนครน่าน  เป็นประธานฝ่ายฆราวาส พร้อมด้วยประชาชนผู้มีจิตศรัทธา และ พระอโน (เจ้าอาวาสวัดหัวข่วงในขณะนั้น)  เป็นประธานฝ่ายสงฆ์  ร่วมกันสร้างซึ่งมีค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างจำนวน ๘๔ บาทถ้วน   โดยใช้เป็นสถานที่เก็บคัมภีร์ใบลานภาษาล้านนา ลักษณะเป็นอาคารสี่เหลี่ยมทรงสูงใต้ถุน ก่อทึบมีทางเข้าทางเดียว มีบันไดขึ้ั้นบน   ภายในอาคารชั้นบนของหอไตร ฝาผนังทำด้วยไม้มีหน้าต่างด้านละหนึ่งบาน  ทรงหลังคาเป็นรูปจั่วมีช่อฟ้าใบระกา  มีการลดชั้นแบบปั้นหยา หอไตรแห่งนี้ เป็นศิลปะล้านนาแบบผสมผสานศิลปะพม่า

พระอุโบสถ วัดหัวข่วง น่าน
ทางเข้าโบสถ์ วัดหัวข่วง น่าน
เดินมาถึงพระอุโบสถ  เมื่อเข้าไปด้านใน ก็พบว่าพระประธานในโบสถ์หลังนี้ ไม่เหมือนกับพระประธานวัดทั่วไป ซึ่งตามปกติ พระประธานในโบสถ์ ส่วนใหญ่จะอยู่กึ่งกลางของพระอุโบสถ เสมอ  ด้านบนและด้านข้างภายในโบสถ์เป็นการตกแต่งด้วยศิลปะล้านนา สกุลช่างน่าน ผนังด้านหลังของพระประธานมีจิตรกรรมฝาผนังเป็นรูปพระพุทธเจ้านั่งใต้ต้นโพธิ์  พระประธานองค์สีขาว ห่มจีวรสีทอง ประดิษฐานบนฐานชุกชี ตกแต่งด้วยลายไทยงดงาม บนฐานมีพญานาคสองตัว อยู่ริมซ้ายและขวา  พระในอุโบสถดูแล้วจะเป็นศิลปะออกไปทางพม่า

พระประธานในโบสถ์ วัดหัวข่วง น่าน
นั่งอยู่สักครู่ใหญ่ เก็บความสงสัยไว้ไม่อยู่ จึงเข้าไปกราบเรียนถาม พระภิกษุรูปหนึ่ง  ที่อยู่ในโบสถ์แห่งนี้ ทราบความว่า  แต่ดั้งเติมในอดีต หลังจากสร้างพระอุโบสถแล้วเสร็จ  ทางวัดก็ได้มีการตั้งพระประธานตามคตินิยม ให้อยู่กึ่งกลางโบสถ์  ภายในนครน่าน ก็เกิดความวุ่นวาย ความไม่สงบของชาวบ้าน  อยู่เรื่อยมา  เมื่อมาพินิจพิเคราะห์ แล้ว ก็ทราบว่า พระประธานของวัดหัวข่วงซึ่งอยู่ในตำแหน่งกลางโบสถ์ จะหันพระพัตร์ ตรงกับพระประธานของวัดภูมินทร์   ทางวัดหัวข่วง จึงทำการขยับพระประธานมาทางด้านขวาขององค์พระ  หลังจากนั้น ภายในนครน่าน ก็ประสบแต่ความร่มเย็นเรื่อยมา

พระสังกายจน์, พระอุปคุต, หลวงพ่อทันใจ


ก่อนกลับก็แวะสักการะ พระสังกายจน์, พระอุปคุต และ หลวงพ่อทันใจ   สถานที่อีกแห่งซึ่งไม่ไกลจากที่นี่ และเป็น Landmark ที่นักท่องเที่ยวนิยมไปถ่ายรูป คือ ซุ้มต้นลีลาวดี พื้นที่ด้านหน้า พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ น่าน ครับ  


พิกัด GPS วัดหัวข่วง :     18.777207, 100.771243

แผนที่ วัดหัวข่วง



ขอบคุณ  ครับ  😄

สำหรับท่านที่ สนใจจะจองที่พักในจังหวัดน่าน  สามารถกดดูรายละเอียดที่  ลิงค์นี้  หรือ  ลิงค์นี้  ก็ได้ ครับ

เที่ยวไหนดี? ... น่าน เมืองน่าน วัดสวนตาล

เที่ยวไหนดี? ...  น่าน เมืองน่าน  วัดสวนตาล 😀


ออกจาก วัดพระธาตุแช่แห้ง มายังวัดสวนตาล ระยะทางประมาณ ๔ กิโลเมตร ออกจากวัดผ่านทางด้านหน้าวัด (บันไดนาค) เป็นระยะทาง ๒๔๐ เมตร เบี้ยงซ้ายเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข ๑๑๖๘ ขับไปตามเส้นทาง ๑.๙  กิโลเมตร จะเข้าสู่ถนนมหาวงศ์  ขึ้นสะพานข้ามแม่น้ำน่าน รวมระยะทาง  ๑ กิโลเมตร พบสี่แยกเลี้ยวขวา เข้าสู่ถนนมหายศ ไป ๗๐๐ เมตร จะพบวัดสวนตาลทางด้านซ้ายมือ   สามารถจอดรถทางด้านหน้าของวัด

บ่อน้ำทิพย์ และ ประตูวัด  (เมื่อมองจากหน้าโบสถ์)
วัดสวนตาล ตั้งอยู่ ถนนมหายศ ตำบลในเวียง อำเภอเมือง จังหวัดน่าน  แต่เดิม ที่ดินบริเวณนี้ เป็นสวนตาลหลวง และได้นำมาสร้างวัดในปี พ.ศ. ๑๙๕๕  เป็นยุคสมัยที่อาณาจักรน่านรุ่งเรืองไม่ขึ้นกับฝ่ายใด เจ้าผู้ครองนครขณะนั้นคือ  พญาภูเข็ง มีเมืองเวียงน่านเป็นราชธานี (ปกครอง พ.ศ. ๑๙๕๐-๑๙๖๐)   ผู้สร้างวัด เป็นพระนางปทุมมาวดีชายาของพญาภูเข็ง  เมื่อสร้างวัดแห่งนี้แล้วเสร็จ ชื่อวัดก็ถูกเรียกตามชื่อของสวนตาลหลวง    ด้านหน้าพระวิหารมีบ่อน้ำทิพย์ ซึ่งอยู่ในตำแหน่งที่สายตาพระประธานในวิหารมองเห็น และชาวเมืองน่านให้ความเคารพ มายาวนาน หลายร้อยปี   ด้านหน้าโบสถ์มีพญานาค ๒ ตัวทางด้านซ้ายและขวา พระวิหารสร้างในรูปแบบศิลปะล้านนา

พระวิหาร
ประตูทางเข้าพระวิหาร (พระเจ้าทองทิพย์ พระประธาน)
เมื่อเดินเข้าไปด้านในพระวิหาร  ขนาดภายในกว้างใหญ่ สูงโปร่ง ด้านบนติดกับเพดานมีจิตรกรรมฝาผนัง เท่าที่ผมเห็น มี พุทธประวัติ และพระเวสสันดร ชาดก   พระประธานองค์ใหญ่ภายในพระวิหารคือพระเจ้าทองทิพย์ เป็นพระพุทธรูปมารวิชัยขนาดใหญ่ หล่อด้วยสำริดแบบศิลปะสุโขทัย  สร้างในปี พ.ศ. ๑๙๙๓
หน้าตักกว้าง  ๑๐  ฟุต  สูง ๑๔  ฟุต ๔ นิ้ว โดยพระเจ้าติโลกราช กษัตริย์แห่งอาณาจักรล้านนา โปรดให้สร้างพระพุทธรูปองค์นี้ขึ้น เพื่อแสดงชัยชนะของพระองค์ที่สามารถยึดครองเมืองน่านไว้ในพระราชอำนาจ และเป็นช่วงแรกเริ่มที่อาณาจักรน่าน ขึ้นกับอาณาจักรล้านนา

พระเจ้าทองทิพย์ (พระประธานในพระวิหาร)
พระเจ้าทองทิพย์ เป็นพระพุทธรูปเก่าแก่ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในจังหวัดน่าน และเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองน่าน ที่ชาวน่านให้ความเคารพนับถือ  กรมศิลปากรประกาศในราชกิจจานะเบกษาขึ้นทะเบียน พระเจ้าทองทิพย์ เป็นโบราณวัตถุของชาติ เมื่อ พ.ศ.๒๕๒๙

โบราณสถานอีกแห่ง คือ องค์เจดีย์หลังวิหาร เดิมเป็นทรงพุ่มข้าวบิณฑ์แบบสุโขทัย ต่อมาพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช เจ้าผู้ครองนครน่าน  โปรดให้บูรณะขึ้นใหม่เมื่อปี พ.ศ.๒๔๕๗ ซึ่งได้มีการแก้ไขรูปทรงเป็นเจดีย์ยอดปรางค์ดังที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน  จากหลักฐานเดิมเข้าใจว่าส่วนฐานเป็นฐานหน้ากระดานสี่เหลี่ยมซ้อนกัน รองรับเรือนธาตุย่อเก็จซึ่งมีสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ ส่วนยอดเป็นพุ่มข้าวบิณฑ์ มีปล้องไฉนและปลียอด ตามแบบเจดีย์พุ่มข้าวบิณฑ์ศิลปะสุโขทัย สันนิษฐานว่า เจดีย์องค์นี้จะสร้างขึ้นหลังจากพญาผากอง (พ.ศ. ๑๙๐๖-๑๙๓๑) ย้ายราชธานี จากเมืองภูเพียงแช่แห้งมาที่เมืองเวียงน่าน ปี พ.ศ. ๑๙๑๑

ในทุกปีเทศกาลปีใหม่เมือง วันที่ ๑๓ เมษายนของทุกปี ทางวัดสวนตาลจะมีประเพณีงานนมัสการสรงน้ำพระเจ้าทองทิพย์เพื่อความเป็นสิริมงคล

พุทธประวัติ
พระเวสสันดร

พิกัด GPS  วัดสวนตาล : 18.784037, 100.774494

แผนที่ วัดสวนตาล


พระเจ้าทองทิพย์เป็นพระพุทธรูปที่มีความสวยงามมาก ครับ  หากท่านมีโอกาสแวะเวียน ที่จังหวัดน่าน น่าจะมาสักการะ สักครั้งหนึ่ง นะครับ  เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ก็ออกเดินทางสู่ที่หมายลำดับถัดไป คือ วัดหัวข่วง จ.น่าน

ขอบคุณ  ครับ  😄

สำหรับท่านที่ สนใจจะจองที่พักในจังหวัดน่าน  สามารถกดดูรายละเอียดที่  ลิงค์นี้  หรือ  ลิงค์นี้  ก็ได้ ครับ


เที่ยวไหนดี? ... น่าน ภูเพียง ๙ วัดพระธาตุแช่แห้ง

เที่ยวไหนดี? ...  น่าน ภูเพียง ๙ วัดพระธาตุแช่แห้ง 😀

หลังจากกลับมาจาก ดอยเสมอดาวและผาหัวสิงห์  และพักผ่อนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ออกเดินทางจากที่พัก โรงแรมสบายน่าน  มาสักการะไหว้พระ ให้ครบ ๙ วัด ตามความตั้งใจแรกเริ่ม จึงเดินทางมายังที่อำเภอ เมืองน่าน ไหว้พระธาตุแช่แห้ง ซึ่งเป็นโบราณสถานศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองน่าน ซึ่งอยู่ห่างเพียง ๓ กิโลเมตร สำหรับเส้นทางการเดินทางเมื่อออกจากโรงแรมเลี้ยวขวา ไป ๕๕๐ เมตร พบสามแยกเลี้ยวขวาอีกครั้ง ขับไปตามเส้นทาง ๑.๑ กิโลเมตร พบสามแยกเลี้ยวซ้ายไป ๓๕๐ เมตร  เลี้ยวขวา ขับตามเส้นทางไป ๖๓๐ เมตร เลี้ยวขวายอีกครั้ง  จะพบวัดอยุ่ทางด้านหน้า เข้าที่จอดรถทางด้านขวามือ  เส้นทางนี้จะเข้าทางด้านข้างวัด

บันไดนาค ๒ ตน
ทางด้านหน้าวัด มีบันไดนาค เป็นบันไดทางยาวขึ้นสู่องค์พระธาตุแช่แห้ง อยู่ห่างจากองค์พระธาตุไปทางทิศตะวันออกประมาณ ๑๐๐ เมตร  บันไดนี้สร้างขึ้น ในปี พ.ศ. ๒๓๔๙  โดยเจ้าอัตถวรปัญโญ เจ้าผู้ครองน่าน (พ.ศ.๒๓๒๙-๒๓๕๓)  ขนาดลำตัวนาค ยาว ๖๙ วา สูงจากพื้นดิน ๔ ศอก ส่วนหัวแผ่พังพานสูงจากพื้นดิน ๑๐ ศอก  ภายหลัง ๙๙ ปี ในสมัยของพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช  ได้ทำการสร้างขึ้นใหม่ โดยลดขนาดของนาคลงเหลือเพียงขนาดลำตัว ๒๐ กำ ยาว ๕๐ วา (ขนาดใกล้เคียงกับปัจจุบัน) ยอหัวสูง ๓ วา ๓ ศอก พร้อมทั้งได้สร้างทางขึ้นพระธาตุ ระหว่างนาค สำหรับนาคทั้งสองตน มีนามว่า ท้าวศรีสุทโธ และ แม่ศรีปทุมมา  ซึ่งมีความเชื่อว่า พญานาคทั้งสองตน เปรียบเสมือนเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่คอยปกปักรักษาพระธาตุแช่แห้งไว้

วัดพระธาตุแช่แห้ง ตั้งอยู่ที่ หมู่ที่ ๓ บ้านหนองเต่า ตำบลม่วงตึ๊ด อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน  เดิมเป็นวัดราษฎร์ ปัจจุบันเป็นพระอารามหลวง ชั้นตรี ชนิดสามัญ ในอดีตกาล ครั้นสมัยที่อาณาจักรน่าน เป็นนครรัฐอิสระ  ปีพ.ศ. ๑๘๙๖ พญาครานเมือง เจ้าผู้ครองนคร ซึ่งมีเมืองวรนคร เป็นราชธานี เจริญสัมพันธไมตรีอันดีกับอาณาจักรสุโขทัย ได้ ส่งช่างไปร่วมสร้างวัดหลวงที่สุโขทัย พระยาลือไทยจึงมอบถวายพระธาตุ ๗ พระองค์ และพระพิมพ์คำ พระพิมพ์เงินอย่างละ ๒๐ องค์ เป็นการตอบแทน   ในปี พ.ศ. ๑๘๙๙  พญาครานเมืองอัญเชิญพระบรมสารีริธาตุ ไปบรรจุไว้ ณ ดอยภูเพียงแช่แห้ง ก่อเป็นพระเจดีย์ “พระธาตุแช่แห้ง” ถือว่าเป็นอนุสรณ์แสดงถือความสัมพันธ์อันดีระหว่างเมืองน่านกับเมืองสุโขทัย  ต่อมา ในปี พ.ศ. ๑๙๐๘  พญาครานเมือง (พญากรานเมือง) ทรงย้ายราชธานีของนครน่าน จาก เมืองวรนคร หรือ เมืองปัว มาที่ เมืองภูเพียงแช่แห้ง (สถานที่พระองค์ทรงสร้างองค์พระธาตุ)  

กาลเวลาล่วงเลยมา ๑๒๐ กว่าปี สภาพพระธาตุทรุดโทรมลง และได้มีการขุดพบ ในสมัยท้าวขาก่าน (ปกครองน่านพ.ศ. ๒๐๑๙ - ๒๐๒๓) เป็นยุคสมัยที่นครน่านขึ้นกับอาณาจักรล้านนา  เมื่อ ท้าวขาก่าน
ขุดพบพระธาตุ จึงนำความไปกราบทูลพระเจ้าติโลกราช (ราชวงศ์มังราย กษัตริย์ล้านนา)   พระเจ้าติโลกราชมีรับสั่งให้นำพระธาตุไปประดิษฐานยังที่เดิม    ท้าวขาก่านจึงได้สร้างเจดีย์พระธาตุแช่แห้งครอบพระธาตุไว้อีกครั้ง ต่อมา มีการบูรณะพระธาตุแช่แห้งเรื่อยมา จนไม่สามารถสันนิษฐานถึงรูปแบบดั้งเดิมได้

องค์พระธาตุแช่แห้ง
ปัจจุบันองค์พระธาตุแช่แห้งเป็นพระธาตุศิลปะแบบล้านนา ที่มีขนาดสูงถึง ๕๕.๕  เมตร ตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัส ซึ่งมีความยาวด้านละ ๒๒.๕ เมตร  มีสีเหลืองทองอร่าม มาจากการบุด้วยแผ่นทองเหลืองที่องค์เจดีย์   ตัวองค์เจดีย์มีลักษณะรูปทรง ระฆังคว่ำ  ฐานที่องค์พระเจดีย์ทำเป็นฐานหน้ากระดานสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ รองรับฐานบัวลูกแก้ว ย่อเก็จ ถัดขึ้นไปเป็นฐานหน้า กระดานสี่เหลี่ยมและแปดเหลี่ยมซ้อนลดหลั่นกัน ๓ ชั้น   องค์ระฆังมีขนาดเล็กบัลลังก์ทำเป็นแท่นสี่เหลี่ยม ย่อเก็จ ฐานหน้ากระดานกลมเป็นกระดานสี่เหลี่ยมและแปดเหลี่ยม และชั้นบัวคว่ำเหนือฐานแปดเหลี่ยม ตกแต่งคล้ายกลีบบัว หรือลายใบไม้แทนลายดังกล่าวนี้คงได้้รับอิทธิพลจากศิลปะพม่า ซึ่งมีการต่อเติมขึ้นภายหลัง ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๔  มีกำแพงแก้วล้อมอยู่ชั้นใน และระเบียงคดล้อมโดยรอบ องค์พระธาตุแช่แห้งเป็นพระธาตุประจำปีเกิด ของคนที่เกิดปีเถาะ (ปีนักษัตรกระต่าย)


ด้านข้างองค์พระธาตุแช่แห้ง
พระวิหารหลวง หรือ พระวิหารพระเจ้าอุ่นเมือง อยู่ทางด้านทิศใต้ของเจดีย์องค์พระธาตุ (ตรงเชิงบันได
)  สร้างในปี พ.ศ. ๒๑๒๘  ในรัชสมัยพญาหน่อคำเสถียรไชยสงคราม  ครองเมืองน่าน  พระวิหารหลวงนี้ ได้รับการบูรณะปฎิสังขรเรื่อยมาในหลายยุค หลายสมัย แต่ยังคงความเป็นศิลปกรรมดั้งเดิมไว้  ด้านหน้าทางเข้าพระวิหารมีสิงห์ ๒ ตัว นั่งชันขาอ เฝ้าอยู่หน้าประตู ด้านฝั่งซ้าย มีชื่อว่า  ​สิงห์สรวล ​ ฝั่งขวาเรียกชื่อว่า ​สิงห์คายนาง เป็นปฏิมากรรมปั้นปูนแบบพม่าที่สวยงาม

พระวิหารหลวง
บริเวณซุ้มเหนือประตูทางเข้า มีลวดลายปูนปั้นเป็นรูปพญานาคราช ๘ ตัว รัดกันเป็นบ่วงอยู่เรียกว่า ​อัฏฐพญานาค ซึ่งเป็นปริศนาธรรมแห่งวัดพระธาตุแช่แห้ง

พระเจ้าล้านทอง
เมื่อเดินเข้ามาภายในพระวิหาร  จะเห็นเสาคู่ด้านหน้าตรงทางเข้ามีลวดลายปูนปั้นเป็นรูปสัตว์ในป่าหิมพานต์คล้ายกับ ฐานชุกชีที่ประดิษฐานพระประธาน  ซึ่งเป็นลายปูนปั้นของสกุลช่างเมืองน่าน 
องค์พระประธานเป็นพระพุทธรูปปางมารศรีวิชัยศิลปะล้านนาที่สวยงาม นามว่า "พระเจ้าล้านทอง"เป็นหนึ่งใน พระคู่บ้าน คู่เมืองน่าน  ประดิษฐานบนฐานชุกชี ทำด้วยอิฐถือปูนลงรักปิดทอง สูง ๘ ศอก  สร้างขึ้นในปี พ.ศ. ๒๐๖๕  โดย พญาคำยอดฟ้า ช่วงการปกครองครั้งที่ ๒    และยังมีพระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะสุโขทัย, พระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะล้านนา, “พระเจ้าก๋าคิง” (ความหมาย คือ พระพุทธรูปที่มีขนาดเท่ากับผู้สร้าง)  ซึ่งคือเจ้าอัตถวรปัญโญ เจ้าผู้ครองนครน่าน เป็นผู้สร้างในปี พ.ศ. ๒๓๓๓, พระพุทธรูปปางประทับยืน, พระอุ่นเมือง อันเป็นศิลปะสกุลช่างน่าน   และ  บุษบกธรรมาสน์ยอดทรงมงกุฎ  ลักษณะบุษบกเป็นรูปทรงหลายเหลี่ยมทั้งหลัง เขียนลวดลายรดน้ำ ประดับกระจก มีลายดอกไม้ในรูปแบบต่าง ๆ ของลายไทย หลังคาทำเป็นชั้นซ้อนกันขึ้นไป ๕ ชั้น ประดับด้วยกระจังโลหะสีทอง  ทำให้ดูคล้ายกับ ดอกบัวที่ซ้อนกันขึ้นไป ปลายปลียอดประดับด้วยฉัตรทองปรุ ๕ ชั้น บันไดนาคทำเป็นนาคทอดลำตัวประดับกระจกสี

พระเจ้ามหาอุตม์  ด้านหลังลายหม้อดอกปรณะฆฎะ
เดินออกมาจากพระวิหารหลวง  ก็พบพระอุโบสถมหาอุตม์ ซึ่งภายในมี พระเจ้ามหาอุตม์ หรือ หลวงพ่อมหาอุตม์ ประดิษฐานอยู่   ภายในพระอุโบสถมหาอุดม์ ประดับด้วยลายหม้อดอกปูรณะฆฏะ  พระเจ้ามหาอุตม์ สร้างขึ้นในสมัยพระญาหน่อคำเสถียรไชยสงคราม เจ้านครน่าน เริ่มยุคสมัยของนครน่าน ขึ้นกับอาณาจักรตองอู  เป็นผู้ที่บุเรงนองแต่งตั้งใ้ห้เป็นผู้ปกครอง (ปกครองพ.ศ. ๒๑๐๓- ๒๑๓๔)  สร้างในปี พ.ศ. ๒๑๐๓   ลักษณะเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยศิลปะน่าน  

นับแต่โบราณ ใช้ในกรณี ทำพิธีมหาพุทธาภิเษกและเจริญพระพุทธมนต์  พิธีมงคลที่สำคัญเท่านั้น  เชื่อกันว่า เป็นพระพุทธรูปที่มีความศักดิ์สิทธิ์ดลบันดาลความอุดมสมบูรณ์ทรัพย์สินโชคลาภเพิ่มพูนอำนาจวาสนาบารมีและยังช่วยปกปักรักษาคุ้มครองให้พ้นจากภัยอันตรายทั้งหลายทั้งปวงได้ 

ลายหม้อดอกปูรณะฆฏะ  ปูรณะฆฏะ หมายถึง หม้อน้ำแห่งความอุดมสมบูรณ์ อันสื่อถึง ความอุดมสมบูรณ์พูนผล, ความเจริญรุ่งเรืองงอกงาม ไพบูลย์ด้วยธนสารสมบัติ นานัปการ  ซึ่ง หม้อน้ำในยุคสมัยนั้น อาจจะเป็นสิ่งหนึ่งในสิ่งที่เป็นมงคล ๑๐๘  ประการ ทำให้มีการใช้หม้อน้ำประดับดอกไม้ บูชาพระพุทธรูปในพระอุโบสถ     ดังที่เรียกว่า "ปูรณะฆฏะ"  นั้น  จึงมีความหมายว่าการบูชาพระพุทธเจ้าด้วยความเจริญรุ่งเรืองเพื่อไปสู่นิพพานนั่นเอง

ทางด้านหน้าวัดพระธาตุแช่แห้ง

ภายในวัดยังมีอีก หลายสถานที่ ที่ควรเข้าชม และสักการะ เช่น   พระมหาเจดีย์ชเวดากองจำลอง  (พระธาตุตะโก้ง หรือ พระธาตุแช่แห้งน้อย) สร้างสมัยพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ โปรดให้สล่าน้อยยอด คนเมืองลำพูน มาก่อ สร้างจำลองรูปแบบมาจากพระธาตุตะโก้งหรือ พระธาตุชเวดากองในประเทศ พม่า เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๕๑  ถือว่าเป็นพระธาตุประจำปีเกิดปีมะเมีย (ปีนักษัตรม้า)   องค์เจดีย์เป็นศิลปะแบบพม่า อยู่ภายในเขตกำแพงแก้วเตี้ย มีลานประทักษิณล้อมรอบฐานเจดีย์แบบชุดฐานบัว (ปัทม์) ประกอบลูกแก้วแทรกที่ชั้นหน้ากระดานท้องไม้ ฐานย่อแบบย่อเก็จ (ลักษณะของการหยักมุมจะมีขนาดของความกว้างและความลึกไม่เท่ากัน) ซึ่งเป็นลักษณะของการลดขนาดความใหญ่ของฐานเจดีย์ตามแบบศิลปะพม่า


วิหารพระเจ้าทันใจ ภายในมีพระพุทธรูป ๓ องค์ คือ พระพุทธรูปปางมารวิชัย ๒ องค์ และพระเจ้าทันใจ (ปางมารวิชัย) สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยพญาครานเมือง ปีพ.ศ.๑๘๙๖  สร้างขึ้นพร้อมกับองค์พระธาตุแช่แห้ง  สำหรับ ตัววิหารพระเจ้าทันใจ ไม่ปรากฎหลักฐานการสร้าง มีเพียงบันทึกในพงศาวดารเกี่ยวกับการบูรณะ ในช่วงสมัยพระญาหน่อคำเสถียรไชยสงคราม  มีการบูรณะในปี พ.ศ. ๒๑๐๓  และในสมัยพระเจ้าอัตถวรปัญโญ  พ.ศ. ๒๓๓๖  และในสมัยพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช พ.ศ. ๒๔๔๘  


วิหารพระพุทธไสยาสน์ (วิหารพระนอน)   ตั้งอยู่นอกระเบียงคด ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือขององค์พระธาตุแช่แห้ง เป็นวิหารเดี่ยวขนาดเล็ก สร้างด้วยรูปแบบแบบง่าย ประตูทางเข้าอยู่ทางทิศใต้ซึ่งเป็นผนังแป โดยประตูวิหารเป็นประตูขนาดเล็ก จำนวน ๓ ประตู ภายในประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ ซึ่ง เกี่ยวกับพระพุทธไสยาสน์นั้น มีจารึกไว้ว่าผู้สร้าง คือ นางแสนพลัว และสร้างเมื่อปีพ.ศ. ๒๑๒๙  สำหรับองค์พระพุทธไสยยาสน์  ซึ่งเป็นพระประธานในวิหารประดิษฐานบนฐานชุกชี สร้างด้วยก่ออิฐถือปูน ลงรักปิดทอง ยาว ๑๔ เมตร สูง ๒ เมตร พร้อมด้วยพระพุทธรูปปางมารวิชัยประดิษฐานบนฐานชุกชี สร้างด้วยก่ออิฐถือปูน สร้างในสมัยพระญาหน่อคำเสถียรไชยสงคราม ปีพ.ศ.๒๑๒๙  โดย นางแสนพาลา วิหารล้อมรอบด้วยกำแพงแก้ว ตรงมุมกำแพงแก้วด้านทางเข้ามีเจดีย์ทรงระฆังกลม นามว่า “ พระเกศแก้วจุฬามณี” เป็นพระธาตุประจำปีนักษัตรปีจอ สร้างในสมัยพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๕๑ 


น้ำบ่อแก้ว (บ่อน้ำทิพย์)  เป็นบ่อที่ขุดในปี พ.ศ. ๒๓๗๓   เจ้าเมืองน่าน ได้ขุดบริเวณลอมเชียงของ พบว่ามีพลอยมีสีน้ำผึ้ง จึงขุดลึกลง ๔ เมตร มีน้ำพุขึ้นในบ่อ น้ำก็ขึ้นมาเต็มปากบ่อ ประชาชนเชื่อถือว่าน้ำในบ่อนี้ เป็นน้ำวิเศษ จะใช้ประกอบพิธี น้ำอภิเษก

ลานพระประจำวันเกิด (รูปวันพุธ และ วันเสาร์)

พระวิหารพระเจ้าอุ่นเมือง, ศาลเจ้าหลวงท้าวขาก่าน, ลานพระประจำวันเกิด  และกลองปู่จา กลองโบราณที่ได้รับอิทธิพลจากไทลื้อ เป็นกลองใหญ่หน้ากลองทำจากหนังวัว และกลองเล็ก (ลูกตูบ) ๓ ใบ  จะตีในโอกาสดังต่อไปนี้ 
๑.ก่อนวันพระ ๑ วัน ตีเพื่อแจ้งให้ประชาชนได้ทราบว่า พรุ่งนี้เป็นวัดพระ ตีในเวลาพลบค่ำ
๒.ตีเมื่อพระเทศนาจบ ทำนองสุดธรรม
๓.ตีเมื่อมีเหตุแจ้งเกี่ยวกับภัยร้าย จังหวะการตีจะเร็ว
๔.ตีในเทศกาลประเพณีสำคัญ วัดพระธาตุแช่แห้ง ตีในเทศกาลประเพณีหกเป็งนมัสการพระธาตุแช่แห้ง

สำหรับ งานประจำปี ของวัดพระธาตุแช่แห้ง จะมีการจัดงานฉลองพระธาตุประจำปี ราวกลางเดือนหกฝ่ายเหนือ ซึ่งตรงกับเดือนสี่ฝ่ายใต้, ประเพณี ตานก๋วยสลาก หรือ กิ๋นสลาก จะเริ่มในราวเดือน ๑๒ เหนือ (คือเดือน ๑๐ ใต้ เดือนกันยายน) และสิ้นสุดในเดือนเกี๋ยงดับ (เดือน ๑๑ ใต้) เป็นประเพณีถวายอุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว หรือทำบุญเพื่อเป็นกุศลในภายภาคหน้า, พิธีสวดมนต์ข้ามปี ช่วงระหว่างการสิ้นสุดของวันที่ ๓๑ ธันวาคม กับ วันที่ ๑ มกราคมของปีถัดไป และ พิธีสืบชาตาหลวงจะมีการจัดขึ้นในวันที่ ๑ มกราคม ของทุกปี

ทั้งนี้ ประชาชนทั่วไป ยังนิยมมาจัดพิธีสืบชาตาของบุคคล  ซึ่ง ชาวล้านนาเชื่อกันว่าเป็นประเพณีการต่ออายุหรือต่อชีวิตของบ้านเมืองหรือของคนให้ยืนยาว มีความสุข ความเจริญ ตลอดจนเป็นการขจัดภัยอันตรายต่างๆที่จะบังเกิดขึ้นให้แคล้วคลาดปลอดภัย และให้มีความเจริญรุ่งเรืองสืบไป

พิกัด GPS วัดพระธาตุแช่แห้ง :  18.758293, 100.791721

แผนที่ วัดพระธาตุแช่แห้ง



เมื่อสักการะเรียบร้อยแล้ว ก็เดินทางไปยังวัดลำดับถัดไป  คือ วัดสวนตาล จ.น่าน ครับ


ขอบคุณ  ครับ  😄


สำหรับท่านที่ สนใจจะจองที่พักในจังหวัดน่าน  สามารถกดดูรายละเอียดที่  ลิงค์นี้  หรือ  ลิงค์นี้  ก็ได้ ครับ

เที่ยวไหนดี? ... น่าน อุทยานแห่งชาติศรีน่าน ๘ วัดพระธาตุเชียงของ

เที่ยวไหนดี? ...  น่าน อุทยานแห่งชาติศรีน่าน ๘ วัดพระธาตุเชียงของ 😀


หลังจากที่ชม   ทะเลหมอกยามรุ่งอรุณ ที่ ดอยเสมอดาวและผาหัวสิงห์  กับมาเที่ยวที่  เสาดินนาน้อยและคอกเสือ  เรียบร้อยแล้ว ก่อนกลับเข้าที่พักที่โรงแรม เมื่อขับรถออกจากเสาดินนาเน้อยเพียง ๖๐ เมตร ก็ถึงปากทาง เห็นวัดพระธาตุเชียงของ (พระธาตุดอยปุ่มข้าว)  ซึ่งอยู่ห่่างเพียง ๒๐๐ เมตร อยู่ฝั่งทางด้านขวามือ  ก็แวะเข้าไปสักการะพระธาตุเชียงของ  วัดอยู่บนเดิน ซึ่งสูงกว่าเสาดินนาน้อย เมื่อขึ้นไป ก็พบพระธาตุเชียงของ ทางฝั่งขวา จอดรถที่ลานจอด ทางซ้าย ก็ลงเดินมาที่พระธาตุ

ป้ายวัดพระธาตุเชียงของ
พระธาตุเชียงของ (พระธาตุดอยปุ่มข้าว) นี้  ตั้งอยู่ที่บ้านแต หมู่ที่ ๒ ตำบลเชียงของ อยู่ทางด้านทิศตะวันตกของอุทยานแห่งชาติศรีน่าน มีระยะทางห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติ ประมาณ ๒๔ กิโลเมตร บริเวณภายในวัดโดยรอบ ยังมีการก่อสร้างอยู่ องค์พระธาตุเชียงของเป็นสีทอง  สร้างบนฐานปูนสี่เหลี่ยม บนฐานชั้นบนที่องค์พระธาตุ ทั้งสี่ทิศ มีพระพุทธรูปยืนสีทอง ปางต่างๆ ห่มจีวรสีเงิน  

พระธาตุเชียงของ (ด้านพระพุทธรูปยืนปางประทานพร)
พระพุทธรูปยืนปางประทานพร ถือว่าเป็นพระพุทธรูปสำหรับผู้ทีเกิดปีมะแม ซึ่งมีความเป็นมาดังนี้  ในช่วงฤดูฝนในพรรษาหนึ่ง นางมหาอุบาสิกาวิสาขา บุตรีของธนัญชัยเศรษฐี เป็นหญิงที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นเบญจกัลยาณี (ผมงาม เนื้องาม ฟันงาม ผิวพรรณงาม วัยงาม) นางมีความศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามาก และบรรลุเป็นพระโสดาบันเมื่ออายุ ๗ ขวบ   ได้ให้นางทาสีของนาง  มานิมนต์พระภิกษุ ช่วงเวลาที่เดินทางไปถึง ฝนกำลังตก พระภิกษุเปลือยกายอาบน้ำฝนอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร  นางทาสีเข้าใจว่าพระภิกษุเหล่านั้น เป็นนักบวชลัทธิชีเปลือย จึงกลับไปบอกนางวิสาขา 

หลังจากถวายภัตตาหารและพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงทำภัตกิจเสร็จแล้ว นางวิสาขาจึงกราบทูลขอประทานพรจากพระพุทธองค์เพื่อถวายสิ่งของต่าง ๆ แก่ภิกษุ ภิกษุณี  ซึ่งมีดังต่อไปดังนี้  ๑.ผ้าอาบน้ำฝน  ๒. อาหารสำหรับภิกษุอาคันตุกะ  ๓.อาหารสำหรับภิกษุผู้เตรียมจะไป ๔.อาหารสำหรับภิกษุป่วยไข้ ๕.อาหารสำหรับภิกษุผู้พยาบาลภิกษุ ๖.ยาสำหรับภิกษุผู้ป่วยไข้ ๗.ขอให้ได้ถวายข้าวยาคู  ๘.ผ้าอาบน้ำสำหรับภิกษุณี   หลังจากนั้น  พระพุทธองค์ทรงประทานพรทั้ง ๘ ข้อแก่นางวิสาขา


พระธาตุเชียงของ ด้านปางรำพึง

อีกด้านหนึ่งเป็นพระพุทธรูปปางรำพึง เป็นพระประจำวันเกิดของคนเกิดวันศุกร์ ซึ่งอยู่ด้านตรงข้ามกับปางประทานพร   สร้างจากพุทธประวัติตอนหนึ่งว่า  ขณะที่พระพุทธเจ้าประทับเสวยวิมุตติสุขอยู่ใต้ต้นไทร พระองค์ทรงพิจารณาเห็นว่า ธรรมที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้นั้นมีความละเอียดและลึกซึ้งมาก  ยากที่คนธรรมดาผู้มากไปด้วยกิเลสยากจะเข้าใจได้   หากสอนไปแล้วเกิดไม่เข้าใจก็จะเปล่าประโยชน์  จึงเกิดความคิดว่า จะไม่แสดงธรรมเพื่อโปรดใครเลย ด้วยพระพุทธดำริ ได้ทราบไปถึงท้าวสหัมบดีพรหมในพรหมโลก 

ท้าวสหัมบดีพรหมจึงตกพระทัยเป็นอย่างยิ่ง  ท้าวสหัมบดีพรหมพร้อมเทพบริษัทก็ได้ลงจากพรหมโลกมาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าและทูลอาราธนาให้ทรงแสดงธรรมโปรดชาวโลก โดยอธิบายว่า ในโลกนี้ยังมีสัตว์ทั้งหลาย ที่มีกิเลสเบาบางพอที่จะฟังธรรมของพระองค์ได้ ยังมีอยู่  ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าแสดงพระสัทธรรมเทศนาโปรดชาวโลกในครั้งนี้เทอญ พระพุทธองค์ทรงกล่าวตอบท้าวสหัมบดี "เราตถาคตจะได้เปิดประตูอมตธรรมต้อนรับชนผู้ใคร่สดับซึ่งเราชำนาญดีในหมู่มนุษย์"  พระพุทธองค์ทรงพิจรณาเห็นความแตกต่างของระดับสติปัญญาของบุคคลต่างๆ ในโลกนี้  เปรียบเสมือนบัว ๔ เหล่า คือ

๑.  อุคฆฏิตัญญู คือ พวกที่สติปัญญาดี เมื่อฟังธรรมก็สามารถเข้าใจได้รวดเร็ว เสมือนดอกบัวที่อยู่พ้นน้ำ เมื่อต้องแสงอาทิตย์ก็เบ่งบานทันที

๒.  วิปจิตัญญู คือ พวกที่มีสติปัญญาปานกลาง เมื่อฟังธรรมแล้วพิจารณาตาม ฝึกฝนเพิ่มเติมจะเข้าใจได้ในเวลาอันไม่ช้า เสมือนดอกบัวที่ปริ่มน้ำซึ่งจะบานในวันถัดไป

๓. เนยยะ คือ พวกที่สติปัญญาน้อย เมื่อฟังธรรมแล้วพิจารณาตามและฝึกฝนอยู่เสมอ มีความขยันหมั่นเพียรไม่ย่อท้อ ในที่สุดก็จะสามารถเข้าใจได้ เสมือนดอกบัวใต้น้ำซึ่งจะโผล่ขึ้นเบ่งบานในวันหนึ่ง

๔.  ปทปรมะ คือ พวกไร้สติปัญญา แม้ได้ฟังธรรม ก็ไม่อาจเข้าใจ เปรียบเสมือนบัวที่จมอยู่กับโคลนตม ไม่มีโอกาสเบ่งบาน

เมื่อพระพุทธองค์ทรงพิจารณาด้วยพระปรีชาญาณ ก็ทรงอธิษฐานว่า จะแสดงธรรมสั่งสอนเวไนยสัตว์ และตั้งพุทธปณิธานที่จะดำรงพระชนม์อยู่ จนกว่าจะได้อยู่ประกาศพระพุทธศาสนาให้แพร่หลายสำเร็จประโยชน์แก่ชนทุกหมู่เหล่า

พระธาตุเชียงของ ปางห้ามสมุทร

อีกด้านของพระธาตุเขียงของ มี พระพุทธรูปปางห้ามสมุทรองค์สีทอง ห่มจีวรสีเงิน  สำหรับพระพุทธรูปปางห้ามสมุทร  เป็นพระพุทธรูปประจำวันเกิดของคนที่เกิดวันจันทร์  สร้างมาจากเหตุการณ์ในพุทธประวัติ ตอนหนึ่งขณะที่ พระพุทธเจ้าเสด็จไปประกาศพระศาสนายังตำบลอุรุเวลาเสนานิคม แคว้นมคธ ของพระเจ้าพิมพิสาร ทรงขอประทับแรมอยู่ในสำนักของอุรุเวลกัสสปะ ผู้เป็นหัวหน้าชฎิล (ฤษี บูชาไฟ) ซึ่งประชาชนในแคว้นมคธเลื่อมใส  ทรงแสดงอิทธิปาฏิหาริย์นานัปการจน ฤษีอุรุเวลกัสสปะ คลายความพยศลง ในครั้งที่น้ำท่วม พระองค์ทรงทำปาฏิหาริย์ ห้ามน้ำที่ไหลบ่ามาจากทุกสารทิศมิให้เข้ามาในที่ประทับ และเสด็จจงกรมภายในวงล้อมที่มีน้ำเป็นกำแพง พวกเหล่าชฎิลพายเรือมาดู เห็นเป็นอัศจรรย์ จึงยอมรับในอานุภาพของพระพุทธองค์ และขออุปสมบทเป็นพระภิกษุ

ที่พักข้างพระธาตุเชียงของ
และด้านสุดท้ายเป็น พระพุทธรูปปางห้ามญาติ สำหรับพระพุทธรูปปางนี้ สร้างขึ้นจากเหตุการณ์ ดังต่อไปนี้  ครั้งหนึ่ง ในฤดูแล้ง เหล่ากษัตริย์ตระกูลศากยวงศ์ พระญาติฝ่ายพุทธบิดา และเหล่ากษัตริย์ตระกูลโกลิยวงศ์ พระญาติฝ่ายพุทธมารดา เกิดการทะเลาะวิวาทกัน  เรื่องแย่งบริโภคน้ำในแม่น้ำโรหิณี  จนเกือบขยายเป็นศึกสงครามระหว่างกัน  พระพุทธองค์ทรงทราบด้วยพระญาณ จึงเสด็จไปห้ามเพื่อมิให้เกิดสงคราม โดยตรัสให้ทั้งสองฝ่ายเห็นถึงความไม่สมควรที่กษัตริย์ต้องมาฆ่าฟันกันด้วยสาเหตุเพียงแค่การแย่งน้ำเข้านา และทรงตรัสเตือนสติว่า ระหว่างน้ำกับความเป็นพี่น้อง อะไรสำคัญยิ่งกว่ากัน ทั้งสองฝ่ายจึงได้สติ คืนดีกัน และขอพระราชทานอภัยโทษต่อเบื้องพระพักตร์พระพุทธองค์
พระพุทธรูปยืนปางห้ามสมุทร เป็นพระพุทธรูปประจำวันเกิดของคนเกิดวันจันทร์ และเป็นพระพุทธรูปประจำปีฉลู


ด้านหลังของพระธาตุเชียงของ จะมีศาลาปูนขนาดเล็กอยู่ มีพระพุทธรูปปางมารวิชัย องค์สีทองอยู่ภายใน

พระพุทธรูปปางมารวิชัยในศาลาปูน 
 เมื่อเดินลงไปทางด้านหลัง จะมีจุดชมวิวของทางวัด  ที่ยังเป็นลักษณะแบบหน้าผา ต้องใช้ความระมัดระวัง หากจะไปยืนถ่ายรูปบริเวณริมหน้าผา  ซึ่งเป็นหน้าผาแบบดินแข็ง  ถึงแม้เวลาจะผ่านล่วงเลยไปประมาณเกือบ ๑๐ โมงเช้า แต่อากาศด้านบนวัด ยังคงเย็นอยู่  เสียงเงียบ เป็นธรรมชาติ มีเสียงนกร้องบ้าง ชั่วครั้ง ชั่วคราว


ลักษณะหน้าผา จุดชมวิว

ทางวัดมี ประเพณีนมัสการพระธาตุเชียงของ ในระหว่างวันที่ ๓๑ ธันวาคม - ๑ มกราคม ของทุกปี  เมื่อชื่นชมธรรมชาติ จนอิ่มใจแล้ว จึงเดินกลับมาที่รถ แล้วมุ่งหน้ากลับไปที่พัก (โรงแรมสบายน่าน)  เพื่อพักผ่อนสักเล็กน้อย   ก่อนที่จะเดินทางไป วัดพระธาตุแช่แห้ง จ.น่าน 

พิกัด GPS วัดพระธาตุเชียงของ (พระธาตุดอยปุ่มข้าว)  :  18.305764, 100.750066

แผนที่  วัดพระธาตุเชียงของ (พระธาตุดอยปุ่มข้าว)



ขอบคุณ  ครับ  😄


สำหรับท่านที่ สนใจจะจองที่พักในจังหวัดน่าน  สามารถกดดูรายละเอียดที่  ลิงค์นี้  หรือ  ลิงค์นี้  ก็ได้ ครับ

เที่ยวไหนดี? ... น่าน อุทยานแห่งชาติศรีน่าน เสาดินนาน้อยและคอกเสือ

เที่ยวไหนดี? ...  น่าน อุทยานแห่งชาติศรีน่าน เสาดินนาน้อยและคอกเสือ 😀

หลังจาก ได้ดู ทะเลหมอกยามรุ่งอรุณ ที่ ดอยเสมอดาวและผาหัวสิงห์  เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ออกเดินทางมายังจุดหมายลำดับต่อไป  ซึ่งอยู่ภายในพื้นที่ อุทยานแห่งชาติศรีน่าน คือ เสาดินนาน้อยและคอกเสือ  ระยะทางจากดอยเสมอดาว ถึง เสาดินนาน้อย ประมาณ ๒๐ กิโลเมตร  ออกจากดอยเสมอดาง ขับตามเส้นทาง ทางหลวงหมายเลข ๑๐๘๓ ไป ๑๒.๗ กิโลเมตร พบสามแยก เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ทางหลวงชนบทหมายเลข ๔๐๑๑   ไปเพียง ๓๕๐ เมตร (ผ่านคลองน้ำกาด) พบสี่แยก แรก ให้เลี้ยวซ้าย อีกครั้ง ตามเส้นทางไป ๕.๖ กิโลเมตร จะพบทางเข้า เสาดินนาน้อย อยู่ทางด้านซ้ายมือ  จากปากทางเข้า เลี้ยวเข้าไปเพียง ๖๐ เมตร จะพบลานจอดรถ

บริเวณลานจอดรถ เป็นลานกว้าง แต่มีป้ายแจ้งเตือน ถึงการจอดรถ ไม่ควรเข้าไปจอดภายในบริเวณพื้นที่เสาดินนาน้อย เนื่องจากอาจจะส่งผลเสียต่อสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติของพื้นที่บริเวณนี้


ป้านทางเข้า เสาดินนาน้อย

อุทยานแห่งชาติศรีน่านมีพื้นที่ครอบคลุมในท้องที่อำเภอนาน้อย อำเภอนาหมื่น และ อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน ครอบคลุมพื้นที่ตามแนวสองฟากฝั่งลำน้ำน่าน จนไปสิ้นสุดที่อ่างเก็บน้ำเขื่อนสิริกิติ์ สภาพป่าภายในอุทยานฯ เป็นป่าอุดมสมบูรณ์ เทือกเขาสูงสลับซับซ้อน เรียงตัวในแนวทิศเหนือ-ใต้ เป็นป่าต้นน้ำลำธาร ที่สำคัญของแม่น้ำน่าน  เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า และ มีพันธุ์ไม้นานาพรรณ ที่สำคัญหลายอย่าง    ลักษณะเด่นทางธรรมชาติ ได้แก่ เสาดินและคอกเสือ ปากนาย แก่งหลวง จุดชมทิวทัศน์ดอยผาชู้ ทิวทัศน์ทั้งสองฝั่งแม่น้ำน่าน จุดชมวิวดอยเสมอดาวและผาหัวสิงห์

ในปี พ.ศ. ๒๕๓๒ ได้มีคำสั่งกรมป่าไม้วันที่ ๒๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๒  ให้นายสมบัติ เวียงคำ เจ้าพนักงานป่าไม้ ๔ อุทยานแห่งชาติน้ำหนาว ปฏิบัติงานประจำอุทยานแห่งชาติเวียงโกศัย ไปดำเนินการสำรวจเบื้องต้นป่าสงวนแห่งชาติป่าน้ำว้าและป่าห้วยสาลี่ ป่าสาลีก ป่าน้ำสา และป่าแม่สาครฝั่งซ้าย ป่าห้วยแม่ขะนิง และป่าน้ำสาฝั่งขวาตอนบน ท้องที่อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน ซึ่งมีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ ๔๓๕  ตารางกิโลเมตร หรือ ๒๗๑,๘๗๕ ไร่ และมีคำสั่งลงวันที่ ๑๙ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๓๒ ให้สำรวจพื้นที่ดังกล่าวเพิ่มเติม เพื่อจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติ และได้ใช้ชื่ออุทยานแห่งชาติแห่งนี้ตามชื่อป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งเป็นป่าต้นน้ำลำธารและประชาชนโดยทั่วไปรู้จักกันว่า “อุทยานแห่งชาติแม่สาคร”

ต่อมา กรมป่าไม้ได้มีคำสั่งให้ นายสมบัติ เวียงคำ ไปสำรวจเพิ่มเติมพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าน้ำสา-ป่าแม่สาครฝั่งซ้าย ป่าห้วยแม่ขนิงและป่าน้ำสาฝั่งขวาตอนบน ท้องที่อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน  ต่อมาอุทยานแห่งชาติแม่สาครได้มีหนังสือลงวันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๓๔ ว่า เห็นสมควรได้สำรวจเพิ่มเติมจากพื้นที่เดิมคือ ป่าสงวนแห่งชาติป่าฝั่งขวาแม่น้ำน่านตอนใต้ ป่าสงวนแห่งชาติป่าห้วยงวงและป่าสงวนแห่งชาติป่าน้ำว้าและป่าห้วยสาลี่ ท้องที่อำเภอเวียงสา อำเภอนาน้อย และอำเภอนาหมื่น จังหวัดน่าน เพื่อจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติ

การดำเนินการสนับสนุนจัดตั้งอุทยานแห่งชาติ มีเรื่อยมาจนกระทั่ง ได้รับการแต่งตั้งเป็น อุทยานแห่งชาติศรีน่าน ตามหนังสือลงวันที่ ๑๒ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๗  ต่อมาปี พ.ศ. ๒๕๕๐  ได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดพื้นที่เพิ่มเติม คือ บริเวณที่ดินป่าน้ำว้าและป่าห้วยสาลี่ ป่าฝั่งขวาแม่น้ำน่านตอนใต้ และป่าห้วยงวงและป่าห้วยสาลี่ ในท้องที่ตำบลขึ่ง ตำบลส้าน ตำบลน้ำมวบ อำเภอเวียงสา ตำบลศรีษะเกษ ตำบลเชียงของ ตำบลสถาน อำเภอนาน้อย และตำบลบ่อแก้ว ตำบลนาทะนุง อำเภอนาหมื่น จังหวัดน่าน ให้เป็นอุทยานแห่งชาติ ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๒๕ ก ลงวันที่ ๒๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๐  จัดเป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ ๑๐๔  ของประเทศ

ปัจจุบัน อุทยานแห่งชาติศรีน่าน มีเนื้อที่ประมาณ ๖๔๐,๒๓๗.๕๐  ไร่ หรือ ๑,๐๒๔.๓๘ ตารางกิโลเมตร

เนื่องจากลักษณะภูมิประเทศในอุทยานแห่งชาติศรีน่าน เป็นเทือกเขาสลับซับซ้อน จึงทำให้มีพีชพรรณป่าไม้ อยู่ ๒ ประเภทคือ



ป่าผลัดใบ ได้แก่ ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง พันธุ์ไม้ที่พบคือ สัก แดง ประดู่ ชิงชัน ขะเจ๊าะ สาธร มะค่าโมง ตะแบก ตีนนก โมกหลวง เต็ง รัง เหียง พลวง ตะคร้อ มะม่วงป่า กว้าว รกฟ้า มะกอก ไผ่ชนิดต่างๆ เป็นต้น 

ป่าไม่ผลัดใบ ได้แก่ ป่าดิบแล้ง ป่าดิบเขา ป่าสนเขา พันธุ์ไม้ที่พบคือ กระบาก ตะเคียน ยาง ประดู่ มะค่าโมง ยมหอม ตะแบก ชิงชัน เหียง พลวงตะเคียนหนู พวกไม้ก่อต่างๆ พลับพลา หมีเหม็น สนสองใบ สนสามใบ เป็นต้น

สำหรับ สัตว์ป่าที่พบ จะมี สัตว์เลื้อยคลานชนิดต่างๆ สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ ซึ่งสามารถพบตามแหล่งน้ำธรรมชาติ กระรอก กระแต กระต่ายป่า ชะนี ลิงลม หมาไน หมาจิ้งจอก หมาจิ้งจอก อีเห็น หมูป่า กระจง วัวแดง กวางป่า กระทิง หมี เสือโคร่ง เสือดาว เสือป่า นกยูงไทยและนกนานาพรรณ

เสาดินนาน้อย

เสาดินนาน้อย (ฮ่อมจ๊อม)  เป็นผืนดินขนาดใหญ่กว่า ๒๐ ไร่ มีลักษณะเป็นเสาดิน ซึ่งเกิดจากการกัดเซาะของดิน ด้วยแรงลม และน้ำตามธรรมชาติ เป็นระยะเวลายาวนาน ครอบคลุมบริเวณกว้าง  ลักษณะศิลปะทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นนี้ คล้ายคลึงกับ "แพะเมืองผี" สถานที่ท่องเที่ยวของจังหวัดแพร่  ภายในพื้นที่บริเวณกว้างจะพบเห็น ดินที่มีลักษณะเป็นหุบผา เป็นเสาดินผสมหินลูกรังสีแดงปนส้มมีการลดหลั่นเป็นชั้นๆ   มีรูปทรงแตกต่างกันออกไป บ้างเป็นเสาดินกลมมน บ้างเป็นเสาแหลม บางส่วน เป็นลักษณะเหมือนม่าน และบางส่วนก็มีลักษณะคล้ายกำแพงดินขนาดใหญ่ กระจัดกระจายอยู่เต็มพื้นที่

ลักษณะ เสาดิน

ในบริเวณเสาดินมี  “หญ้าเข็มนาฬิกา” ซึ่งเป็นหญ้าที่พบได้ในสถานที่แห่งนี้เท่านั้น  หญ้าเข็มนาฬิกา เป็นหญ้าที่อยู่ในตระกูลเดียวกับต้นแขมและต้นอ้อ เป็นพืชท้องถิ่นที่มีชื่อเรียกหลากหลายไปตามท้องที่ ในทางภาคเหนือเรียกหญ้าพุ่งชู้ บ้างเรียกขนตาช้าง เข็มพ่อหม้าย หนวดฤาษี ส่วนทางภาคอีสานเรียกเส้นขนพันธุรัตน์  ลักษณะดอกของมัน จะเป็นเส้นแหลมเกาะกันเป็นกลุ่ม เมื่อดึงออกมาจุ่มลงในน้ำ ดอกหญ้าเหล่านี้จะหมุนในทิศทางตามเข็มนาฬิกา ซึ่งเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติศรีน่าน เรียกหญ้าชนิดว่า “หญ้าเข็มนาฬิกา” สามารถกระจายพันธุ์ โดยลมและฝนพัดดอกหญ้าร่วงลงพื้น เมื่อโดนน้ำดอกหญ้าแห้งที่บิดตัวอยู่จะคลายตัวออกจนหมุนเป็นวง ร่วงปักลงไปในดิน และหมุนตัวเองฝังลงไปในดินเพื่องอกขึ้นมาใหม่  นอกจากนี้ ยังมีต้นไม้โบราณที่มีอายุกว่า ๒๐๐ ปี คือ ต้นดิ๊กเดียม  ที่ขึ้นอยู่ตรงทางเข้าเสาดิน

ห่างออกไปจากเสาดินประมาณ ๓๐๐ เมตร มีสถานที่อีกแห่งหนึ่งที่มีความสวยงามไม่แพ้กัน คือ "คอกเสือ"   ลักษณะของคอกเสือ จะเป็นแอ่งลึกลงไปจากเนินดินด้านบน ไปประมาณ ๑๐ เมตร ซึ่งแอ่งนี้เกิดจากการถูกกัดเซาะและพังทลาย ซึ่งมาจากแรงลม และน้ำตามธรรมชาติ เช่นเดียวกับเสาดิน  ที่คอกเสือแห่งนี้ มีเรื่องเล่ากันว่า ในอดีตที่บริเวณนี้มี เสืออาศัยอยู่มาก เสือเหล่านี้สร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้าน  โดย มักจะมากัดกิน วัว ควาย และหมู  ของชาวบ้านเป็นอาหาร อยู่เป็นประจำ   ชาวบ้านทั้งหลาย จึงรวมตัวกันวางอุบายไล่ต้อนเสือให้ตกลงไปในบ่อดิน แล้วใช้ไม้ปลายแหลม ก้อนหิน ขว้างปาใส่เสือจนเสียชีวิต  จึงเรียกพื้นที่ในบริเวณนี้ว่า “คอกเสือ”  ถึงแม้  คอกเสือ จะเป็นพื้นที่ที่มีขนาดเล็กกว่า เสาดินมาก แต่ก็มีความสวยงามที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

เสาดินนาน้อย

ภายในอุทยานแห่งชาติศรีน่าน ยังคงมีสถานที่ท่องเที่ยวอีก ๒ แห่ง ที่ควรเที่ยวชม คือ

๑.  ดอยผาชู้  เป็นจุดชมทะเลหมอกยามเช้าที่สวยงาม ในอันดับต้นๆ ของจังหวัดน่าน ซึ่งเป็นที่ทำการอุทยานแห่งชาติศรีน่าน  ตั้งอยู่ที่ หมู่ที่ ๙  ต.ศรีษะเกษ อ.นาน้อย จ.น่าน  ดอยผาชู้ มีตำนานเล่าขานกันมาว่า เจ้าเอื้องผึ้ง ซึ่งเป็นคู่รักกับ เจ้าจันทน์ผา จำใจต้องแต่งงานกับเจ้าจ๋วง แต่เจ้าเอื้องผึ้งเสียใจที่ไม่ได้แต่งงานกับคนที่ตนเองรัก จึงตัดสินใจกระโดดหน้าผาฆ่าตัวตาย  ครั้น เจ้าจันทน์ผา ตามมา ก็ทราบว่าเจ้าเอื้องผึ้งได้กระโดดหน้าผา จึงกระโดดหน้าผาฆ่าตัวตายตามคนรักไป และเสียชีวิตในบริเวณใกล้กัน   เมื่อเจ้าจ๋วงได้เห็นหญิงที่ตนรักกระโดดหน้าผา จึงเสียใจและตัดสินใจกระโดดหน้าผา ตามลงไป  แต่ร่างของเจ้าจ๋วง กระเด็นห่างออกไป  ด้วยความรักแท้ระหว่าง เจ้าเอื้องผึ้งและเจ้าจันทน์ผา ในชาติต่อมาเจ้าเอื้องผึ้งจึงเกิดเป็นดอกกล้วยไม้เกาะ อยู่ใต้ต้นจันทน์ผา ส่วนเจ้าจ๋วงก็เกิดเป็นต้นสน ณ จุดที่ตกไปนั้นเอง  (คำว่า “จ๋วง” เป็นภาษาเหนือ แปลว่า ต้นสน ส่วน “เอื้องผึ้ง” แปลว่ากล้วยไม้) หน้าผาแห่งนี้จึงได้ชื่อว่า “ผาชู้” นับแต่นั้นเป็นต้นมา

ช่วงเวลาที่นักท่องเที่ยวนิยม มาคือ ในช่วงฤดูหนาว จุดเด่นของผาชู้ คือ ทะเลหมอกยามรุ่งอรุณ  หากช่วงที่ทะลหมอกจางลง ก็จะเห็นสายน้ำของแม่น้ำน่าน ทอดยาวคดเคี้ยวอยู่ในผืนป่า สำหรับการชมทะเลหมอก ต้องเดินทางขึ้นผาชู้ ก่อนพระอาทิตย์ โดยมีระยะทาง ๒ กิโลเมตร ใช้เวลาเดินราว ๑ ชั่วโมง ซึ่งสำหรับนักท่องเที่ยวที่ประสงค์จะเดินทางในลักษณะนี้ ควรเตรียมตัวใส่รองเท้าที่เหมาะสมในการเดินป่า ซึ่งต้องเหยียบบนโขดหิน  และการขึ้นบนผาชู้ นั้น ต้องติดต่อเจ้าหน้าที่นำทางทุกครั้ง   บนดอยผาชู้  เป็นสถานที่ตั้งสายธงชาติที่ยาวที่สุดในประเทศไทย ยาวประมาณ ๒๐๐ เมตร

๒. ปากนาย  ตั้งอยู่หมู่ที่ ๑๗ ในพื้นที่ตำบลนาทะนุง อำเภอนาหมื่น จังหวัดน่าน ห่างจากตัวอำเภอ ๒๗ กิโลเมตร ห่างจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยวที่ดอยเสมอดาวและผาหัวสิงห์  ๖๗  กิโลเมตร  ปากนาย เกิดจาก ป่าที่ถูกน้ำเหนือเขื่อนสิริกิติ์ ท่วมถึง จึงทำให้พื้นที่บริเวณนี้เป็นแหล่งน้ำจืดขนาดใหญ่ที่สุดของจังหวัดน่าน  มีสภาพป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ และทิวทัศน์สวยงาม โดยมีบริการท่องเที่ยวในรูปแบบ นั่งเรือชมธรรมชาติ หรือ พักผ่อนบนเรือนแพของชาวประมง

๓. แก่งหลวงแม่น้ำน่าน ห่างจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยว  ๑๔ กิโลเมตร ตั้งอยู่ติดถนนสายนาน้อย-ปางไฮ (ทางหลวงหมายเลข ๑๐๘๓) เป็นสถานที่จุดชมทิวทัศน์  สามารถล่องเรือ ล่องแพ ชมธรรมชาติสองฝั่งแม่น้ำ ที่เห็นทิวทัศน์ เกาะแก่ง โขดหิน หาดทราย ที่ได้ร้อยเรียงเป็นลำนำอันงดงามจากธรรมชาติ นักท่องเที่ยวสามารถลงเล่นน้ำในบริเวณแก่งหลวงได้ในช่วงหน้าแล้ง ในเดือนเมษายนเท่านั้น  โดยจุดเด่นในบริเวณแก่งหลวง คือ ผาง่าม หน้าผาขนาดใหญ่ ตั้งโดดเด่นอยู่กลางป่าเขาที่เขียวขจี ผาขวาง หน้าผาขนาดใหญ่ ตั้งขวางอยู่กลางแม่น้ำน่าน มีสภาพป่าที่อุดมสมบูรณ์

สำหรับค่าธรรมเนียม ในการเข้าอุทยานแห่งชาติศรีน่าน มีดังนี้ ค่าธรรมเนียมชาวไทย ผู้ใหญ่ ๒๐ บาท   เด็ก ๑๐ บาท สำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ     ผู้ใหญ่ ๑๐๐ บาท เด็ก ๕๐ บาท ผู้ที่นำยานพาหนะเข้าอุทยานฯ เสียค่าธรรมเนียม  จักรยาน ๑๐ บาท จักรยานยนต์ ๒๐ บาท และ รถยนต์ส่วนบุคคล ๓๐ บาท

พิกัด GPS  เสาดินนาน้อย :  18.303179, 100.752177
พิกัด GPS  คอกเสือ :  18.302795, 100.750680

แผนที่ เสาดินนาน้อย



แวะชม เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ตั้งใจจะเดินทางกลับไปยังที่พัก  โรงแรมสบายน่าน  แต่เมื่อออกมาจากเสาดินนาน้อย ก็พบว่า เยื้องๆ กัน มี วัดพระธาตุเชียงของ ตั้งอยู่ จึงแวะเข้าไปสักการะสักหน่อย

ขอบคุณ  ครับ  😄


สำหรับท่านที่ สนใจจะจองที่พักในจังหวัดน่าน  สามารถกดดูรายละเอียดที่  ลิงค์นี้  หรือ  ลิงค์นี้  ก็ได้ ครับ